วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554

วัดเมืองเก่าแสนตุ่ม และโบราณสถานเขาโต๊ะโมะ

วัดเมืองเก่าแสนตุ่ม วัดเมืองเก่าแสนตุ่มตั้งอยู่หมู่ที่ 7 บ้านอีเร็ม ตำบลประณีต อยู่ห่างจาก ที่ว่าการอำเภอเขาสมิงประมาณ 3 กิโลเมตร การเดินทาง เริ่มจากทางแยกแสนตุ้งไปตามถนนจินตกานนท์ (แสนตุ้ง-บ่อไร่) ถึงหลักกิโลเมตรที่ 1.5 จะมีทางแยกเลี้ยวซ้ายไปบ้านตาพลาย อีกประมาณ 2.5 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายไปตามถนนสายบ้านนามะขาม บ้านอีเร็ม (ถนน รพช. หมายเลข 11001) ระยะทาง 9 กิโลเมตร จะถึงวัดเมืองเก่าแสนตุ่ม วัดนี้เป็นวัดที่มีความร่มรื่น ล้อมรอบด้วยธรรมชาติ เหมาะแก่การพักผ่อน และการปฏิบัติธรรม ส่วนบริเวณวัดด้านทิศใต้เป็นที่ตั้งโบราณสถานเขาโต๊ะโมะ

ที่คาดว่าสร้างขึ้นในสมัยก่อนพุทธกาล มีความเชื่อว่าใต้พื้นบริเวณโบราณสถานมีสมบัติเป็นแสนตุ่ม อันเป็นที่มาของชื่อวัดแสนตุ่ม โบราณสถานเขาโต๊ะโมะ มีลักษณะเป็นเนินดิน มีต้นไม้ปกคลุม มีแท่งหินวางอยู่เรียงราย หินเหล่านี้มีสีน้ำตาลเข้ม เป็นรูปเหลี่ยมตั้งแต่สี่เหลี่ยมถึงเก้าเหลี่ยม ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ถึง 150 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร ถึง 20 เซนติเมตร น้ำหนักตั้งแต่ 10 กิโลกรัมถึง 100 กิโลกรัม การวางเรียงซ้อนของหินคล้ายเทวสถาน หินบางก้อนเมื่อเคาะจะมีเสียงดังกังวานเหมือนเคาะระฆัง

ค่ายเนินวง

ค่ายเนินวง หรือค่ายรบโบราณ เป็นโบราณสถานที่อยู่ใกล้ตัวเมืองในเขต อ.เมือง จันทบุรี เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เมืองจันทร์ และเป็นแหล่งโบราณคดี ที่มีสวนผลไม้ของชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ คือ สวนสละ ที่มีชื่อเสียงของจันทบุรี ที่เรียกกันว่า "สละเนินวง" เส้นทางที่จะไปยังค่ายเนินวงอยู่ในท้องที่ ตำบลบางกะจะ อ.เมือง ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๖ กม. ไปในทิศทางเดียวกับจะไปอู่ต่อเรือพระเจ้าตาก ฯ (อู่ต่อเรือจะแยกไปซ้ายอีก ๑๐ กม.มีป้ายบอกไว้)
           ค่ายเนินวงมีประวัติดังนี้  สร้างเป็นป้อมรบ เมื่อ พ.ศ.๒๓๗๗ ในแผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อรับศึกญวนที่จะมาทางทะเล ซึ่งมีกรณีพิพาทเกี่ยวกับลาว เป็นกบฎแล้วไปฝักใฝ่กับญวน จนทางไทยเราไม่ไว้ใจญวน ร.๓ จึงโปรดเกล้าให้สร้างค่ายเนินวงขึ้น เพราะทรงเห็นว่ามีชัยภูมิเหมาะ ที่จะทำการตั้งรับข้าศึกที่จะมาทางน้ำ ชัยภูมิอยู่บนที่สูงเหมาะในการตั้งรับ และใช้อาวุธยิงด้วยปืนใหญ่ ภายในเมืองใหม่นี้โปรด ฯ ให้มีศาลหลักเมือง คลังเก็บอาวุธ และ วัดโยธานิมิต (วัดนี้ยังมีพระจำพรรษา) ให้เป็นวัดประจำเมือง ได้ย้ายชุมชนจากบ้านลุ่มให้มาอยู่ยังบ้านเนินวง และในชุมชนนี้ประชาชนส่วนใหญ่คือ ข้าราชการ ไม่มีราษฎรเต็มใจมาอยู่เพราะขาดแคลนน้ำ จนมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงโปรดให้อพยพผู้คนกลับไปอยู่ในเมืองได้ดังเดิม ให้ค่ายเนินวงร้างไป แต่ปัจจุบันมีราษฎรอยู่อาศัยกันเต็ม ไม่กันดารน้ำ เป็นแหล่งปลูกสละที่มีชื่อเสียงคือ สละเนินวง
           สิ่งที่น่าสนใจ มีป้อมและแนวกำแพง พื้นที่ภายในกำแพงเมืองมีขนาด ๒๗๐ ไร่เศษ สร้างกำแพงสูง ๖ เมตร ล้อมรอบมีป้อม คู และประตูสี่ทิศ มีปืนใหญ่จุกช่องตามกำแพงเมือง ตั้งเรียงรายไปตามช่องใบเสมา ตั้งจังก้าพร้อมทำการยิง และเป็นปืนใหญ่ที่ขนาดกว้างปากลำกล้องน่าจะเกิน ๑๕๕ มม. และในปัจจุบันได้รับการบูรณะป้อม และแนวกำแพงให้อยู่ในลักษณะที่น่าไปชม
           วัดโยธานิมิตร  สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นวัดประจำเมืองใหม่ ภายในวัดมีอุโบสถ เจดีย์ทรงลังกา มีพระประธานปางมารวิชัยประดิษฐานมาตั้งแต่เริ่มมีการสร้างวัด ส่วนอุโบสถนั้นสร้างใหม่ โดยสร้างครอบหลังเดิมเว้นแต่บานหน้าต่าง ประตูเป็นไม้ยังใช้ของเดิม แต่ส่วนอื่น ๆ นั้นถูกรื้อออกไปทำใหม่หมด
           หากกล่าวถึงค่ายเนินวง ต้องกล่าวถึงสละเนินวงด้วย เพราะมีชื่อเสียงมาก สละเนินวงมีรากเหง้ามาจากกอสละของบ้านผู้ใหญ่บ้านเนินวง ต.บางกะจะ อ.เมือง เมื่อกรมศิลปากรจะขึ้นทะเบียนค่ายเนินวงเป็นโบราณสถานและมีการเวนคืนที่ดิน ผู้ใหญ่อุทัยจึงย้ายมาปลูกลงในดินใกล้กันและบอกขายต้นพันธุ์ด้วยการผ่าตา แยกออกมาเป็นต้นพันธุ์ใหม่ ปรากฎว่าคนมาซื้อกันมากมายจนกระทั่งบัดนี้ เพราะสละที่กลายมาเป็นพันธุ์ใหม่นี้ หวาน หอม ผิดสละทั่วไป
           เมื่อชมค่ายเนินวงแล้ว ก็ต้องมาชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพาณิชย์นาวีด้วย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น นอกจากจะเป็นกษัตริย์นักรบที่แกล้วกล้า ตลอดระยะเวลา ๑๕ ปี แห่งการครองราชย์แทบจะไม่มีเวลาได้พักผ่อน เช่นเดียวกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ครองราชย์เพียง ๑๕ ปีเช่นกัน รบเพื่อชิงความเป็นไทกลับคืนมา รบเพื่อขยายอาณาเขต ขยายพระราชอำนาจออกไป แต่ทั้ง ๒ พระองค์ ก็ยังมีเวลาที่จะไปทำนุบำรุงบ้านเมืองในด้านอื่น ๆ ด้วย และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นเมื่อท่านพาทหาร ๕๐๐ คน หนีออกมาจากกรุงศรีอยุธยานั้น เพราะทรงเห็นว่าอยู่ไปก็ช่วยรักษากรุงศรีอยุธยาไม่ได้ แม้แต่จะยิงปืนใหญ่ในขณะที่ข้าศึกรุกเข้ามาก็ยังต้องขออนุญาต เมื่อไม่ขอก็ถูกคาดโทษเป็นต้น จึงคิดตีฝ่าออกไปตั้งตัวใหม่ และคงพิจารณาเห็นว่าทางด้านตะวันออกนั้น บ้านเมืองยังมีความสมบูรณ์ ถูกกระทบกระเทือนจากทัพพม่าน้อยที่สุด น่าจะรวบรวมผู้คนได้เร็วกว่า จึงตีฝ่ากองทัพพม่าที่ล้อมกรุงอยู่ออกไป มุ่งไปทางนครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง และมาตั้งทัพรวบรวมผู้คนอยู่ที่จันทบุรี เมื่อสามารถตีได้เมืองจันทบุรี แม้ว่าพม่าจะออกติดตามมาก็ถูกอุบายตีแตกกลับไปทุกครั้ง และเมื่อยึดได้เมืองจันทบุรีแล้วก็ให้ต่อเรือและยังยึดเรือสำเภามาดัดแปลงทำเรือรบ เมื่อสิ้นสุดสงครามกับพม่าแล้วตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ก็ได้นำเรือสำเภามาทำการค้าเกิดเป็นพาณิชย์นาวีขึ้นเป็นครั้งแรก และเจริญสูงสุดในด้านการพาณิชย์นาวีในสมัยรัชกาลที่ ๓ ถึงขนาดเรียกขานรัชกาลที่ ๓ ว่า "กษัตริย์เจ้าสัว"
           พิพิธภัณฑ์นี้เก็บรักษาโบราณวัตถุใต้ทะเลไว้นับเป็นจำนวนหมื่นชิ้น จัดแสดงเกี่ยวกับการค้าทางเรือ ข้อมูลเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนข้อมูลการค้นคว้าวิจัยทางโบราณคดีใต้น้ำ
           ความเป็นมา  งานโบราณคดีใต้น้ำภายในประเทศ เริ่มต้นในปี พ.ศ.๒๕๑๗ โดยกองทัพเรือให้ความร่วมมือด้วยการส่งผู้ปฎิบัติการใต้น้ำมาช่วยในการกู้สมบัติ ได้มีการค้นพบเรือโบราณจมอยู่ใต้น้ำกลางทะเลอ่าวไทยจำนวนมากถึง ๒๖ แห่ง จนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๕๓๔ กรมศิลปากรจึงได้เปิดสำนักงานโบราณคดีใต้น้ำขึ้นที่ค่ายเนินวง ขุดค้นหาแหล่งโบราณคดีใต้น้ำทั่วประเทศ มีการฝึกอบรมจนกระทั้งสามารถเปิดพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพาณิชย์นาวีขึ้นได้ในปี พ.ศ.๒๕๓๔
           ภายในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พาณิชย์นาวี  แบ่งออกเป็น ๖ ห้องคื
               ๑. ห้องจัดแสดงสินค้าและชีวิตชาวเรือ  จัดการแสดงพาณิชย์นาวีโบราณ เส้นทางการเดินเรือท่าเรือโบราณ สร้างเรือสำเภาจำลองแต่มีขนาดเท่าของจริง (เล็กกว่าของเมืองโบราณที่สมุทรปราการ) จำลองสภาพของสินค้า ตลอดจนสภาพชีวิตความเป็นอยู่ในเรือที่มิใช่เป็นเพียงพาหนะ แต่เป็นเสมือนบ้านของพวกเขา มีสินค้าที่บรรทุกเพื่อส่งออกเช่น ไม้สัก เซรามิค เป็นต้น บรรทุกไว้ให้ชม
               ๒. ห้องแนะนำปฎิบัติการโบราณคดีใต้น้ำ  แสดงเรื่องราวเทคนิคการทำงานของโบราณคดีใต้น้ำ จำลองภาพของจริงของแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ วิธีการทำงาน ตลอดจนเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในการปฎิบัติงานจริง
               ๓. ห้องคลังเก็บโบราณวัตถุ  แสดงให้เห็นถึงการเก็บรักษาโบราณวัตถุ ภายในพิพิธภัณฑ์ ปกติแล้วจะไม่มีการเปิดให้ได้เห็น แต่ที่นี่มีช่องกระจกให้มองเห็นได้
               ๔. ห้องแสดงเรือและชีวิตชาวเรือ  จัดแสดงเรื่องเรือในประเทศไทย ว่ามีเรือชนิดใดบ้าง เรือแบบใด ใช้กันอยู่ในแถบใด แสดงโดยเรือจำลองที่ทำย่อส่วนตามความจริงเพื่อให้ผู้ชมได้รู้จักเรือที่บางชนิดก็อาจจะเคยได้ยินแต่ชื่อ และส่วนตัวของผมเองก็พึ่งทราบคราวนี้ว่า เรือไทยมีถึง ๒๙ ชนิด
              ๕. ห้องของดีเมืองจันทร์  การกล่าวถึงจันทบุรีว่ามีความเป็นมาอย่างไร ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคประวัติศาตร์ที่เมืองจันทบุรี เหตุการณ์สำคัญและเรื่องของชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมของจันทบุรี การก่อตั้งเมือง มรดกทางธรรมชาติ สถานที่ท่องเที่ยวและของดีที่มีชื่อเสียงของจันทบุรี
               ๖. ห้องบุคคลสำคัญ  ในห้องนี้จะแสดงถึงพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่เกี่ยวข้องกับการทำสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ ๒ ด้วยฝีมือของทัพโจร ที่ปล้น ฆ่า เผา ทำลายกันเพื่อให้สิ้นชาติไปเลย ให้เห็นเส้นทางเดินทัพ เมื่อคราวมารวมพลที่เมืองจันทบุรี เป็นการเชิดชูพระมหาวีรกรรมของพระองค์


เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นเขื่อนดินกักเก็บน้ำที่ยาวที่สุดในประเทศไทย  ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม เริ่มดำเนินการก่อสร้างในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2537 โดยกรมชลประทานเป็นผู้รับผิดชอบ
ประวัติ
สืบเนื่องจากปัญหาการเกิดน้ำท่วมในบริเวณลุ่มแม่น้ำป่าสักในฤดูน้ำหลาก และขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูร้อน อันเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานศึกษาความเหมาะสมถึงการสร้างเขื่อนเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2532 ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้ทั้งบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอีกด้วย จนกระทั่งวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2537 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้เปิดโครงการก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำแม่น้ำป่าสัก ภายหลังการศึกษาความเหมาะสม และผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมแล้ว
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ใช้เวลาดำเนินการก่อสร้างกว่า 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2537 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2542 และทำพิธีปฐมฤกษ์กักเก็บน้ำเขื่อนในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2499 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีเสด็จมาเป็นองค์ประธาน และในวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2541พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามเขื่อนแห่งนี้ว่า "เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์" อันหมายถึง "เขื่อนแม่น้ำป่าสักที่เก็บกักน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ "
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงทำพิธีเปิดเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542
สถานที่ท่องเที่ยว
นอกจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จะทำการกักเก็บน้ำแล้ว ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด ลพบุรี ซึ่งทางด้านสถานที่ท่องเที่ยวในบริเวณเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีหลากหลายสถานที่ ดังนี้
1.ฝั่งจังหวัดลพบุรี
- สถานีรถไฟเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อยู่บริเวณทางเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
- อาคารอเนกประสงค์ริมอ่างเก็บน้ำ มีสถานที่ปล่อยปลา และ จุดนั่งชมวิวริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
- พิพิธภัณฑ์ฯ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
- สันเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งมีบริการรถลากจูง ชมสันเขื่อนฯ ไป - กลับความยาว 9,720 เมตร
2. ฝั่งจังหวัดสระบุรี
- พระพุทธรัตนมณีมหาบพิตรชลสิทธิ์มงคลชัย (หลวงปู่ใหญ่ป่าสัก) อยู่บริเวณท้ายเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เป็นโบราณสถานสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดเพชรบูรณ์ อุทยานมีพื้นที่ครอบคลุมโบราณสถานในเมืองเก่าศรีเทพ ศรีเทพเป็นเมืองโบราณที่อยู่ในท้องที่อำเภอศรีเทพ เดิมมีชื่อว่า "เมืองอภัยสาลี" ถูกค้นพบเมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จไปตรวจราชการมณฑลเพชรบูรณ์ และได้ทรงเรียกเมืองนี้เสียใหม่ว่า "เมืองศรีเทพ" เมื่อปี พ.ศ. 2447-2448 เมืองโบราณศรีเทพนี้มีลักษณะเป็นเมืองซ้อนเมืองขนาดใหญ่ ที่ตั้งของเมืองอยู่ในชุมทาง ที่สามารถติดต่อกับภาคอื่น ๆ ได้สะดวก ดังนั้นจึงได้รับอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมจากอาณาจักรข้างเคียง มาผสมผสาน เช่น ศิลปะทวารวดี ศิลปะขอม เป็นต้น เมืองศรีเทพสร้างขึ้นในยุคของขอมเรืองอำนาจ ซึ่งคาดว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี โดยดูจากหลักฐานทางสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และวัฒนธรรมที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีความเจริญสูงสุดทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม สันนิษฐานว่าเจริญอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 ถึงพุทธศตวรรษที่ 16
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพได้รับรางวัล Thailand Tourism Award ประจำปี 2543 2 รางวัลคือ รางวัลประเภทแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมโบราณสถานยอดเยี่ยมและรางวัลสื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ด้านอินเทอร์เน็ตดีเด่น
สถานที่ตั้ง
เมืองศรีเทพอยู่ห่างจากตัวเมืองเพชรบูรณ์ประมาณ 107 กิโลเมตร ห่างจากอำเภอวิเชียรบุรีประมาณ 25 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณสองพันไร่เศษ มีกำแพงเมืองที่ก่อด้วยดินล้อมรอบ และมีคูเมืองนอกกำแพง มีประตูเมืองทั้งสี่ทิศ ภายในเมืองมีปรางค์สมัยลพบุรีอยู่สององค์ เรียกว่า ปรางค์องค์พี่และปรางค์องค์น้อง ทางทิศเหนือนอกกำแพงเมืองออกไปมีสระน้ำสองแห่ง ชื่อสระแก้วและสระขวัญ ในสมัยก่อนเมืองศรีเทพต้องส่งส่วยน้ำจากสระทั้งสองนี้ เพื่อนำไปใช้ทำน้ำพิพัฒยสัตยาเพราะถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์
การสำรวจทางโบราณคดี
กรมศิลปากรได้ดำเนินการ สำรวจ ขุดค้น ศึกษา และพัฒนาบรรดาโบราณสถานและโบราณวัตถุในเมืองศรีเทพตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 โดยทำการการบูรณะ และบำรุงรักษาสิ่งก่อสร้างให้มั่นคงถาวร
ประติมากรรมศิลาที่ค้นพบที่เมืองศรีเทพ ได้นำมาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ส่วนใหญ่ของประติมากรรมดังกล่าวเป็นเทวรูปในศาสนาพราหมณ์ เช่น เทวรูปพระนารายณ์ พระกฤษณะ และพระอาทิตย์ เป็นต้น สันนิษฐานว่า มีอายุอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 ศิลาจารึกที่มีลักษณะคล้ายเสาหลักเมือง จารึกเป็นภาษาสันสกฤต ยังไม่ทราบความหมาย ตัวอักษรมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 10-11 ส่วนศิลาจารึกอีกสองหลักที่อ่านได้ หลักแรกกล่าวถึงพระเจ้าภววรมัน ตัวอักษรที่จารึกอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 11-12 ส่วนอีกหลักหนึ่งจารึกเป็นอักษรขอมอายุประมาณ พุทธศตวรรคที่ 15-16 ได้กล่าวถึงชื่อบุคคลเกี่ยวกับอิทธิพลของขอม ศิลปะขอมสมัยบายนของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724-ประมาณ พ.ศ. 1760) เช่นรูปทวารบาลศิลา ดังได้กล่าวแล้วว่าเมืองโบราณศรีเทพเป็นเมืองสองชั้น คือมีเมืองในและเมืองนอก
เมืองในเป็นส่วนที่สำคัญของเมืองศรีเทพ เพราะประกอบไปด้วยโบราณสถานขนาดใหญ่ถึง 77 แห่ง มีช่องทางเข้าออกได้ 8 ช่องทาง และมีสระน้ำกระจายอยู่ทั่วไป รูปร่างของเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ขนาดกว้างยาวด้านละประมาณ 1600 เมตร ส่วนเมืองนอกอยู่ทางทิศตะวันออก โดยมีคูน้ำกั้นอยู่มีช่องทางเข้า - ออก อยู่ 7 ช่องทางและมีสระน้ำกระจายอยู่ทั่วไปเช่นกัน มีโบราณสถานที่พบแล้วอยู่ 57 แห่ง เมืองนอกนี้มีขนาดใหญ่กว่าเมืองใน ทั้งสองเมืองนี้มีเชิงเทินที่ก่อด้วยดินและศิลาแลงล้อมรอบ สูงประมาณ 6 เมตร ฐานกว้าง 18-27 เมตร และส่วนยอดกว้าง 5-9 เมตร นอกเชิงเทินมีคูเมืองล้อมรอบ ส่วนที่กว้างสุดประมาณ 90 เมตร มีประตูทั้งหมด 11 ประตู แต่ละประตูกว้างประมาณ 18 เมตร
จากการขุดค้นทางโบราณคดีซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 ในชั้นดินระดับลึกสุด (ชั้นดินทราย) ได้พบโครงกระดูกมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ 5 โครง โครงหนึ่งเป็นเพศหญิงนอนหงาย หันศีรษะไปทางทิศเหนือ มีกำไลสำริดคล้องแขนซ้ายบริเวณข้อศอก และมีเครื่องประดับทำด้วยหินสีส้มคล้องคอ รอบโครงกระดูกมีลูกปัดกระจายอยู่โดยรอบ จึงอาจกล่าวได้ว่าเมืองศรีเทพนี้มีความเก่าแก่มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และในยุคประวัติศาสตร์ก็มีความสำคัญมาแต่โบราณกาล อาจเป็นเมืองที่ชาวอินเดียมาตั้งขึ้นแต่เดิม เพราะอยู่บนเส้นทางผ่านจาก ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังอาณาจักรฟูนันและอาณาจักรขอม ต่อมาขอมได้เข้าครอบครองจนกระทั่งขอมหมดอำนาจลง และเมืองศรีเทพได้ถูกทอดทิ้งเป็นเมืองร้างประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 18
โบราณสถานและสถานที่สำคัญ
ศาลเจ้าพ่อศรีเทพ
อยู่ห่างจากประตูทางเข้าเล็กน้อยทางด้านขวามือ ศาลเจ้าพ่อศรีเทพไม่ใช่โบราณสถาน แต่เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านทั่วไป โดยทุกปีจะมีงานบวงสรวง ในราวเดือนกุมภาพันธ์ (ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3)
ปรางค์ศรีเทพ
เป็นสถาปัตยกรรมแบบศิลปะเขมรหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ลักษณะของปรางค์สร้างด้วยอิฐและศิลาแลง ฐานล่างก่อด้วยศิลาแลงเป็นฐานบัวลูกฟัก แบบเดียวกับสถาปัตยกรรมเขมรทั่ว ๆ ไป เรือนธาตุก่อด้วยอิฐ ในการขุดค้นบริเวณนี้พบชิ้นส่วนทับหลังรูปลายสลักราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 ซึ่งน่าจะเป็นการสร้างเพิ่มหลังจากโบราณสถานเขาคลังใน ต่อมาประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 มีการพยายามจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่แต่ไม่สำเร็จ โดยได้พบชิ้นส่วนทิ้งกระจัดกระจาย
สระแก้วสระขวัญ
สระแก้วจะอยู่นอกเมืองไปทิศเหนือ ส่วนสระขวัญจะอยู่ในบริเวณเมืองส่วนนอก สระน้ำทั้งสองสระนี้มีน้ำขังตลอดปี และเชื่อกันว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ มีการนำน้ำทั้งสองสระนี้ไปทำน้ำพิพัฒน์สัตยา ตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงปัจจุบัน
โบราณสถานเขาคลังใน
เชื่อกันว่าเป็นที่เก็บอาวุธและทรัพย์สมบัติต่าง ๆ จึงเรียกว่า "เขาคลัง" การก่อสร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ 12-13 ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง ที่ฐานมีรูปปูนปั้นบุคคล และสัตว์ประดับเป็นศิลปะแบบทวารวดีมีลักษณะศิลปะแบบเดียวกับที่พบที่เมืองคูบัว โบราณสถานบ้านโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์ และวัดนครโกษา จังหวัดลพบุรี จะเห็นว่าเขาคลังในตั้งอยู่เกือบกลางเมือง ลักษณะทางผังเมืองจะคล้ายกับเมืองทวารวดีอื่น ๆ เช่น เมืองนครปฐมโบราณ เมืองคูบัวที่ราชบุรี และจากรายละเอียดปูนปั้นบุคคลหรือลวดลาย แบบเดียวกับที่พบที่เมืองคูคล้าย
ปรางค์สองพี่น้อง
ลักษณะเป็นปรางค์ 2 องค์ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่ หันหน้าไปทางทิศตะวันตกเช่นเดียวกับปรางค์ศรีเทพ มีประตูทางเข้าทางเดียวและจากการขุดแต่งทางโบราณคดี พบทับหลังที่มีจำหลักเป็นรูปพระอิศวรอุ้มนางปารพตี ประทับนั่งอยู่เหนือโคอศุภราช ซึ่งลักษณะของทับหลังและเสาประดับกรอบประตูเป็นสิ่งกำหนดอายุของปรางค์ ซึ่งอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 เป็นศิลปะขอมแบบบาปวนต่อนครวัด และได้มีการสร้างปรางค์องค์เล็กเพิ่ม โดยพบร่องรอยการสร้างทับกำแพงแก้วที่ล้อมรอบปรางค์องค์ใหญ่ ซึ่งอยู่ใต้ปรางค์องค์เล็ก และยังมีการก่อปิดทางขึ้นโดยเสริมทางด้านหน้าให้ยื่นออกมา และก่อสร้างอาคารขนาดเล็กทางทิศเหนือเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ระหว่างองค์ปรางค์ทั้งสองแห่งคือปรางค์สองพี่น้อง และปรางค์ศรีเทพจะมีกำแพงล้อมรอบ และมีอาคารปะรำพิธีขนาดเล็กกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป แสดงให้เห็นถึงลักษณะการวางผัง ในรูปของศาสนสถานศิลปะเขมรแบบเดียวกับที่พบในภาคอีสานของประเทศไทย
อาคารหลุมขุดค้นทางโบราณคดี
จัดแสดงโครงกระดูกมนุษย์และโครงกระดูกช้างที่ได้ขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อปี พ.ศ. 2531

โบราณสถานอื่นๆ
นอกจากโบราณสถานหลักแล้วยังมีโบราณสถานย่อย ๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เช่น ทิศใต้ของเขาคลังใน พบโบสถ์ก่อด้วยศิลาแลง พบใบเสมาหินบริเวณใกล้หลุมขุดค้น และพบโบราณสถานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสสมัยทวารวดี ซึ่งได้มีการก่อสร้างทับในระยะที่รับเอาศาสนาพราหมณ์เข้ามา จึงเห็นได้ว่าบริเวณเมืองชั้นในเดิมน่าจะเป็นเมืองแบบทวารวดีและมีการสร้างสถาปัตยกรรมเขมรในระยะหลังเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ทางทิศใต้ยังพบอาคารมณฑปแบบทวารวดีขนาดใหญ่ และมีการพยายามเปลี่ยนแปลงให้เป็นเทวาลัยประมาณต้นศตวรรษที่ 18 แต่ไม่สำเร็จ เช่นเดียวกับปรางค์ศรีเทพ

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2554

สิ่งที่เราควรจะหยุดทำทันทีใน Facebook

1.ใช้รหัส ผ่านแบบง่าย เราควรจะหลีกเลี่ยงการใช้ ชื่อธรรมดา หรือคำทั่วไปที่สามารถหาพบได้ในพจนานุกรม หรือแม้แต่ตัวเลขที่ลงท้ายรหัสผ่านดังกล่าว ควรใช้การผสมระหว่าง ด้านหน้า ด้านหลังตัวอักษร ด้วยตัวเลข หรือสัญลักษณ์ รหัสผ่านควรมีแปดตัวอักษรอย่างน้อย เทคนิคที่ดีอย่างหนึ่งคือ การเพิ่มตัวเลขหรือ สัญญลักษณ์ระหว่างกลางคำผ่าน วิธีนี้จะช่วยให้การเสิร์ชหาชื่อได้ยากขึ้น
                2.ระบุวันเดือนปีเกิดในข้อมูลสาธารณะ เพราะนั่นจะเป็นการเอื้อให้เกิดการโจรภัยทางข้อมูลแบบเบื้องต้น ผู้ไม่หวังดีมักจะใช้ในการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเรา เพราะมันจะมีประโยชน์อย่างมากในการเข้าถึงข้อมูลธนาคารหรือบัตรเครดิต ถ้าเราได้ระบุวันเกิด ให้กลับไปที่ข้อมูลส่วนตัว เข้าไปแก้ไขข้อมูลส่วนตัว ระบุข้อมูลพื้นฐานคือ ไม่แสดงวันเกิดในข้อมูลส่วนตัว หรือ แสดงเฉพาะวันและเดือนเกิดในหน้าข้อมูลส่วนตัว
                3. ตรวจสอบการใช้งานของข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทั้งหมดในFacebook ของเรา ควรกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงของเพื่อน เช่น การเข้าชมรูปภาพ วันเกิด ศาสนา และข้อมูลของครอบครัว หรือสิ่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา เช่น ข้อมูลในการติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ สถานที่อยู่ ควรจำกัดสิทธิ์เฉพาะบุคคลหรือกลุ่มที่สามารถจะเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว หรือจัดการบล็อกบุคคลที่เราไม่ต้องการให้เข้าถึงข้อมูล
                4. ระบุชื่อพ่อแม่ ญาติพี่น้อง โดยมีข้อความที่อธิบายหรือตำบรรยายใต้ภาพประกอบ  เราไม่ควรทำเช่นนั้นเด็ดขาด เพราะนั่นจะทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถทราบถึงข้อมูลที่สามารถนำไปประกอบอาชญากรรมบางอย่างได้ (เพราะรู้ว่าเป็นลูกหลานของใครมีฐานะการเงินเป็นเช่นไร) 
  5.การบอกว่า กำลังออกจากบ้าน เป็นเหมือนการแจ้งให้ใครต่อใครรู้ว่าจะไม่มีใครอยู่ในบ้าน หรือเราไม่ได้อยู่ที่บ้านในตอนนั้น ซึ่งอาจจะเกิดผลร้ายได้ถ้าหากเรากำลังตกเป็นเป้าของอาชญากร ทางที่ดีให้รอจนกลับถึงบ้านแล้วค่อยบอกถึงกิจกรรมที่ไปทำมาก็ได้
 6. การปล่อยให้ Facebook ค้นหา พบคุณ เพื่อป้องกันคนแปลกหน้าเข้าถึงหน้าข้อมูลของเรา ให้ไปที่การค้นหาของFacebook ข้อมูล ส่วนตัว และเลือกเฉพาะเพื่อนเท่านั้นของFacebook ที่จะค้นพบข้อมูลดังกล่าว และให้มั่นใจว่ากล่องข้อมูลสาธารณะไม่ได้ระบุให้เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้           
                7.อย่าให้เด็กใช้Facebookโดยไม่ตรวจสอบ ควบคุม แม้ว่าFacebookจะ ไม่อนุญาตให้เด็ก อายุต่ำกว่าสิบสามขวบหรือยังไม่ถึงเกณฑ์ใช้งาน แต่หลายคนก็ทำการปลอมอายุเข้าไปใช้ได้
     สิ่งที่เราคิดว่าไม่น่าจะก่อให้เกิดอันตรายได้ เพราะเป็นเรื่องไกลตัว อาจจะนำมาซึ่งอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของเราก็ได้ค่ะ เทคโนโลยีก็เหมือนดาบสองคม มีทั้งด้านบวกและด้านลบ เพราะฉะนั้นใช้วิจารณญาณในการใช้งานให้มาก เป็นทางที่ดีที่สุดค่ะ 

อย.เตือนภัยวัยรุ่นกินยาผิวขาวระวังเส้นเลือดอุดตัน

น.พ.ชาตรี บานชื่น เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า กรณีมีข่าวระบุว่าวัยรุ่นมีค่านิยมในการหันมารับประทานยาที่มีส่วนผสมของ ทราเนซามิค แอซิด (Tranexamic acid)” ซึ่งมีการโฆษณาขายทางเว็บไซต์ โดยอวดอ้างสรรพคุณว่าสามารถสร้างเม็ดสีเมลานิน และลดสีผิวให้อ่อนลง ลดสีฝ้า กระ จุดด่างดำให้จางลง ทำให้ผิวขาว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่เคยอนุญาตให้แสดงสรรพคุณดังที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด ทั้งนี้ สรรพคุณที่ อย. อนุญาตในทะเบียนยาที่มีส่วนผสมของทราเนซามิค แอซิด คือใช้ในภาวะเลือดออกมากผิดปกติในโรคบางชนิด เช่น โรคลิวคิเมีย โรคอะพลาสติก แอนนิเมีย เป็นต้น และภาวะเลือดออกมาก ระหว่างหรือหลังการผ่าตัด รวมทั้งภาวะเลือดออกมากผิดปกติเฉพาะที่ เช่น ปอด ไต และอวัยวะสืบพันธุ์ เป็นต้น
สำหรับอาการข้างเคียงจากการรับประทานยาดังกล่าวคือ อาจทำให้ระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เวียนศีรษะ ภาวะความดันต่ำ ภาวะที่มีลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด เช่น ภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำ หลอดเลือดแดง เป็นต้น อีกทั้งไม่ควรใช้ยานี้ระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตร นอกจากนี้ ยังมีคำเตือน สำหรับผู้ใช้ยาชนิดนี้คือ ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีเลือดออกในสมอง ผู้ที่ใช้ยานี้เป็นประจำควรได้รับการตรวจวัดการมองเห็น และตรวจตาเป็นระยะๆ หากมีความผิดปกติให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์ ระวังการใช้ยาในผู้ที่หลอดเลือดอุดตัน คนสูงอายุ และควรลดขนาดยาลงในผู้ป่วยที่ไตทำงานผิดปกติ ยานี้จัดเป็นยาอันตราย ต้องมีการสั่งจ่ายยา โดยแพทย์หรือเภสัชกรที่ร้านขายยาแผนปัจจุบันเท่านั้น
น.พ.ชาตรี กล่าวเตือนวัยรุ่นและประชาชนอย่าหลงเชื่อการโฆษณาสรรพคุณของยาดังกล่าวว่าสามารถทำให้ผิวขาว เพราะอาจได้รับผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายจากการใช้ยาดังกล่าว โดยเฉพาะการเกิดภาวะเส้นเลือดอุดตัน สำหรับในกรณีที่มีการโฆษณาขายยาทางเว็บไซต์ต่างๆ นี้ อย.ได้ดำเนินการตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว โดยจะมีความผิดฐานโฆษณาขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. มีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท ขายยาโดยไม่มีใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท



ภัยที่มากับ "Facebook"

            ถ้าหากพูดถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน "Facebook" ถือว่าเป็นเครือข่ายสังคมบนโลกเสมือนจริงที่มีคนนิยมใช้มากเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวการ การอัพเดทสถานะปัจจุบัน และการบอกเล่าเรื่องราวของเราให้เพื่อนสนิทที่อยู่บนเครือข่ายดังกล่าวได้รับรู้ ถือว่าเป็นเครือข่ายสังคมบนโลกเสมือนจริงที่มีคนนิยมใช้มากเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวการ การอัพเดทสถานะปัจจุบัน และการบอกเล่าเรื่องราวของเราให้เพื่อนสนิทที่อยู่บนเครือข่ายดังกล่าวได้รับรู้

     ... ไม่ว่าจะเป็นการอัพเดตรูป ข้อความ และลิงค์ต่างๆ เราก็สามารถทำได้ภายในเวลาอันจำกัด คุณสมบัตินี้สามารถตอบสนองความต้องการในด้านการสื่อสารของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี
     แต่ภายใต้ความสะดวกสบายในการสื่อสารนี้ น้องๆ ทราบรึเปล่าคะว่าบางครั้งการสื่อสารภายใต้โลกเสมือนจริงบนเครือข่ายออนไลน์อาจจะมีอันตรายซ่อนอยู่ก็ได้ ... โดยเมื่อเร็วๆ นี้ เว็บไซต์ DNA ได้นำเสนอ ข้อเตือนใจจากโจน กู๊ดไชลด์ (Joan Godchild บรรณาธิการอาวุโสของ CSO (Chief Security Officer) ออนไลน์ เกี่ยวกับอันตรายที่แฝงตัวอยู่ในพฤติกรรมของผู้ใช้ Facebook ว่า 
  

     1. ข้อมูลที่อยู่ใน Facebook ของเราอาจกำลังถูกแบ่งปันไปยังบุคคลที่ 3 ได้ ... เนื่องจากหากเรา
ไม่ได้ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเอาไว้ ข้อมูลเช่น บันทึกข้อความ รูปภาพ หรือลิงค์ต่างๆ อาจถูกแบ่งปัน
ไปยังบุคคลแปลกหน้าได้
     2. การตั้งค่าความเป็นส่วนตัวจะคืนกลับสู่โหมดปกติซึ่งมีความปลอดภัยน้อยหลังจากมีการ
ปรับปรุงเว็บไซต์ใหม่ทุกครั้ง ... เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ใช้Facebook หลายคนยังไม่ทราบ ดังนั้นเพื่อ
ป้องกันบุคคลไม่พึงประสงค์เข้ามาดูข้อมูลในFacebook ของเรา เราควรเช็คระบบการตั้งค่าความ
ปลอดภัยทุกครั้งที่มีการปรับปรุงเว็บไซต์ใหม่
     3. อาจจะมีมัลแวร์ซ่อนอยู่ ... มัลแวร์ คือ ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นโดยมีเจตนามุ่งร้ายต่อระบบ
คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะโดยนักพัฒนามัลแวร์อาศัยช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ และช่องทางการ
สื่อสารต่างๆ มาพัฒนาซอฟต์แวร์ที่สามารถเจาะเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวได้
 โดยผู้ไม่หวังดีอาจนำข้อมูลส่วนตัวของเราไปทำสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือก่อความเดือดร้อนได้ 
     4. เพื่อนของเราอาจไม่รู้ว่ากำลังทำให้เราไม่ปลอดภัย ... เนื่องจากเพื่อนในเครือข่ายอาจมีการ
แบ่งปันข้อมูลของเราไปไว้ที่เครือข่ายของตัวเองซึ่งเป็นข้อมูลที่เราอาจจะไม่อยากเผยแพร่ให้ผู้ที่
ไม่รู้จักได้เห็น
     5. ผู้ไม่หวังดีอาจกำลังสร้างประวัติอันเป็นเท็จ ... เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะกับ
บุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมักจะถูกขโมยประวัติ รูปภาพ เพื่อไปใช้แอบอ้างในการสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง หรือแอบอ้างเพื่อหวังผลประโยชน์ต่างๆ
     ... เทคโนโลยีก็เป็นเหมือนดาบสองคมที่ให้ทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์ได้ในเวลาเดียวกัน  ทางที่ดีที่สุดคือ เราจะต้องรู้เท่าทัน รู้จักใช้วิจารณญาณและรู้ถึงประโยชน์ที่แท้จริงของการใช้เทคโนโลยีชนิดต่างๆ เพื่อที่เราจะได้รู้จักใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ และไม่ล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่นด้วยนะคะ