วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เป็นโบราณสถานสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดเพชรบูรณ์ อุทยานมีพื้นที่ครอบคลุมโบราณสถานในเมืองเก่าศรีเทพ ศรีเทพเป็นเมืองโบราณที่อยู่ในท้องที่อำเภอศรีเทพ เดิมมีชื่อว่า "เมืองอภัยสาลี" ถูกค้นพบเมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จไปตรวจราชการมณฑลเพชรบูรณ์ และได้ทรงเรียกเมืองนี้เสียใหม่ว่า "เมืองศรีเทพ" เมื่อปี พ.ศ. 2447-2448 เมืองโบราณศรีเทพนี้มีลักษณะเป็นเมืองซ้อนเมืองขนาดใหญ่ ที่ตั้งของเมืองอยู่ในชุมทาง ที่สามารถติดต่อกับภาคอื่น ๆ ได้สะดวก ดังนั้นจึงได้รับอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมจากอาณาจักรข้างเคียง มาผสมผสาน เช่น ศิลปะทวารวดี ศิลปะขอม เป็นต้น เมืองศรีเทพสร้างขึ้นในยุคของขอมเรืองอำนาจ ซึ่งคาดว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี โดยดูจากหลักฐานทางสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และวัฒนธรรมที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีความเจริญสูงสุดทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม สันนิษฐานว่าเจริญอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 ถึงพุทธศตวรรษที่ 16
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพได้รับรางวัล Thailand Tourism Award ประจำปี 2543 2 รางวัลคือ รางวัลประเภทแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมโบราณสถานยอดเยี่ยมและรางวัลสื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ด้านอินเทอร์เน็ตดีเด่น
สถานที่ตั้ง
เมืองศรีเทพอยู่ห่างจากตัวเมืองเพชรบูรณ์ประมาณ 107 กิโลเมตร ห่างจากอำเภอวิเชียรบุรีประมาณ 25 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณสองพันไร่เศษ มีกำแพงเมืองที่ก่อด้วยดินล้อมรอบ และมีคูเมืองนอกกำแพง มีประตูเมืองทั้งสี่ทิศ ภายในเมืองมีปรางค์สมัยลพบุรีอยู่สององค์ เรียกว่า ปรางค์องค์พี่และปรางค์องค์น้อง ทางทิศเหนือนอกกำแพงเมืองออกไปมีสระน้ำสองแห่ง ชื่อสระแก้วและสระขวัญ ในสมัยก่อนเมืองศรีเทพต้องส่งส่วยน้ำจากสระทั้งสองนี้ เพื่อนำไปใช้ทำน้ำพิพัฒยสัตยาเพราะถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์
การสำรวจทางโบราณคดี
กรมศิลปากรได้ดำเนินการ สำรวจ ขุดค้น ศึกษา และพัฒนาบรรดาโบราณสถานและโบราณวัตถุในเมืองศรีเทพตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 โดยทำการการบูรณะ และบำรุงรักษาสิ่งก่อสร้างให้มั่นคงถาวร
ประติมากรรมศิลาที่ค้นพบที่เมืองศรีเทพ ได้นำมาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ส่วนใหญ่ของประติมากรรมดังกล่าวเป็นเทวรูปในศาสนาพราหมณ์ เช่น เทวรูปพระนารายณ์ พระกฤษณะ และพระอาทิตย์ เป็นต้น สันนิษฐานว่า มีอายุอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 ศิลาจารึกที่มีลักษณะคล้ายเสาหลักเมือง จารึกเป็นภาษาสันสกฤต ยังไม่ทราบความหมาย ตัวอักษรมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 10-11 ส่วนศิลาจารึกอีกสองหลักที่อ่านได้ หลักแรกกล่าวถึงพระเจ้าภววรมัน ตัวอักษรที่จารึกอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 11-12 ส่วนอีกหลักหนึ่งจารึกเป็นอักษรขอมอายุประมาณ พุทธศตวรรคที่ 15-16 ได้กล่าวถึงชื่อบุคคลเกี่ยวกับอิทธิพลของขอม ศิลปะขอมสมัยบายนของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724-ประมาณ พ.ศ. 1760) เช่นรูปทวารบาลศิลา ดังได้กล่าวแล้วว่าเมืองโบราณศรีเทพเป็นเมืองสองชั้น คือมีเมืองในและเมืองนอก
เมืองในเป็นส่วนที่สำคัญของเมืองศรีเทพ เพราะประกอบไปด้วยโบราณสถานขนาดใหญ่ถึง 77 แห่ง มีช่องทางเข้าออกได้ 8 ช่องทาง และมีสระน้ำกระจายอยู่ทั่วไป รูปร่างของเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ขนาดกว้างยาวด้านละประมาณ 1600 เมตร ส่วนเมืองนอกอยู่ทางทิศตะวันออก โดยมีคูน้ำกั้นอยู่มีช่องทางเข้า - ออก อยู่ 7 ช่องทางและมีสระน้ำกระจายอยู่ทั่วไปเช่นกัน มีโบราณสถานที่พบแล้วอยู่ 57 แห่ง เมืองนอกนี้มีขนาดใหญ่กว่าเมืองใน ทั้งสองเมืองนี้มีเชิงเทินที่ก่อด้วยดินและศิลาแลงล้อมรอบ สูงประมาณ 6 เมตร ฐานกว้าง 18-27 เมตร และส่วนยอดกว้าง 5-9 เมตร นอกเชิงเทินมีคูเมืองล้อมรอบ ส่วนที่กว้างสุดประมาณ 90 เมตร มีประตูทั้งหมด 11 ประตู แต่ละประตูกว้างประมาณ 18 เมตร
จากการขุดค้นทางโบราณคดีซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 ในชั้นดินระดับลึกสุด (ชั้นดินทราย) ได้พบโครงกระดูกมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ 5 โครง โครงหนึ่งเป็นเพศหญิงนอนหงาย หันศีรษะไปทางทิศเหนือ มีกำไลสำริดคล้องแขนซ้ายบริเวณข้อศอก และมีเครื่องประดับทำด้วยหินสีส้มคล้องคอ รอบโครงกระดูกมีลูกปัดกระจายอยู่โดยรอบ จึงอาจกล่าวได้ว่าเมืองศรีเทพนี้มีความเก่าแก่มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และในยุคประวัติศาสตร์ก็มีความสำคัญมาแต่โบราณกาล อาจเป็นเมืองที่ชาวอินเดียมาตั้งขึ้นแต่เดิม เพราะอยู่บนเส้นทางผ่านจาก ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังอาณาจักรฟูนันและอาณาจักรขอม ต่อมาขอมได้เข้าครอบครองจนกระทั่งขอมหมดอำนาจลง และเมืองศรีเทพได้ถูกทอดทิ้งเป็นเมืองร้างประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 18
โบราณสถานและสถานที่สำคัญ
ศาลเจ้าพ่อศรีเทพ
อยู่ห่างจากประตูทางเข้าเล็กน้อยทางด้านขวามือ ศาลเจ้าพ่อศรีเทพไม่ใช่โบราณสถาน แต่เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านทั่วไป โดยทุกปีจะมีงานบวงสรวง ในราวเดือนกุมภาพันธ์ (ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3)
ปรางค์ศรีเทพ
เป็นสถาปัตยกรรมแบบศิลปะเขมรหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ลักษณะของปรางค์สร้างด้วยอิฐและศิลาแลง ฐานล่างก่อด้วยศิลาแลงเป็นฐานบัวลูกฟัก แบบเดียวกับสถาปัตยกรรมเขมรทั่ว ๆ ไป เรือนธาตุก่อด้วยอิฐ ในการขุดค้นบริเวณนี้พบชิ้นส่วนทับหลังรูปลายสลักราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 ซึ่งน่าจะเป็นการสร้างเพิ่มหลังจากโบราณสถานเขาคลังใน ต่อมาประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 มีการพยายามจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่แต่ไม่สำเร็จ โดยได้พบชิ้นส่วนทิ้งกระจัดกระจาย
สระแก้วสระขวัญ
สระแก้วจะอยู่นอกเมืองไปทิศเหนือ ส่วนสระขวัญจะอยู่ในบริเวณเมืองส่วนนอก สระน้ำทั้งสองสระนี้มีน้ำขังตลอดปี และเชื่อกันว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ มีการนำน้ำทั้งสองสระนี้ไปทำน้ำพิพัฒน์สัตยา ตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงปัจจุบัน
โบราณสถานเขาคลังใน
เชื่อกันว่าเป็นที่เก็บอาวุธและทรัพย์สมบัติต่าง ๆ จึงเรียกว่า "เขาคลัง" การก่อสร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ 12-13 ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง ที่ฐานมีรูปปูนปั้นบุคคล และสัตว์ประดับเป็นศิลปะแบบทวารวดีมีลักษณะศิลปะแบบเดียวกับที่พบที่เมืองคูบัว โบราณสถานบ้านโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์ และวัดนครโกษา จังหวัดลพบุรี จะเห็นว่าเขาคลังในตั้งอยู่เกือบกลางเมือง ลักษณะทางผังเมืองจะคล้ายกับเมืองทวารวดีอื่น ๆ เช่น เมืองนครปฐมโบราณ เมืองคูบัวที่ราชบุรี และจากรายละเอียดปูนปั้นบุคคลหรือลวดลาย แบบเดียวกับที่พบที่เมืองคูคล้าย
ปรางค์สองพี่น้อง
ลักษณะเป็นปรางค์ 2 องค์ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่ หันหน้าไปทางทิศตะวันตกเช่นเดียวกับปรางค์ศรีเทพ มีประตูทางเข้าทางเดียวและจากการขุดแต่งทางโบราณคดี พบทับหลังที่มีจำหลักเป็นรูปพระอิศวรอุ้มนางปารพตี ประทับนั่งอยู่เหนือโคอศุภราช ซึ่งลักษณะของทับหลังและเสาประดับกรอบประตูเป็นสิ่งกำหนดอายุของปรางค์ ซึ่งอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 เป็นศิลปะขอมแบบบาปวนต่อนครวัด และได้มีการสร้างปรางค์องค์เล็กเพิ่ม โดยพบร่องรอยการสร้างทับกำแพงแก้วที่ล้อมรอบปรางค์องค์ใหญ่ ซึ่งอยู่ใต้ปรางค์องค์เล็ก และยังมีการก่อปิดทางขึ้นโดยเสริมทางด้านหน้าให้ยื่นออกมา และก่อสร้างอาคารขนาดเล็กทางทิศเหนือเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ระหว่างองค์ปรางค์ทั้งสองแห่งคือปรางค์สองพี่น้อง และปรางค์ศรีเทพจะมีกำแพงล้อมรอบ และมีอาคารปะรำพิธีขนาดเล็กกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป แสดงให้เห็นถึงลักษณะการวางผัง ในรูปของศาสนสถานศิลปะเขมรแบบเดียวกับที่พบในภาคอีสานของประเทศไทย
อาคารหลุมขุดค้นทางโบราณคดี
จัดแสดงโครงกระดูกมนุษย์และโครงกระดูกช้างที่ได้ขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อปี พ.ศ. 2531

โบราณสถานอื่นๆ
นอกจากโบราณสถานหลักแล้วยังมีโบราณสถานย่อย ๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เช่น ทิศใต้ของเขาคลังใน พบโบสถ์ก่อด้วยศิลาแลง พบใบเสมาหินบริเวณใกล้หลุมขุดค้น และพบโบราณสถานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสสมัยทวารวดี ซึ่งได้มีการก่อสร้างทับในระยะที่รับเอาศาสนาพราหมณ์เข้ามา จึงเห็นได้ว่าบริเวณเมืองชั้นในเดิมน่าจะเป็นเมืองแบบทวารวดีและมีการสร้างสถาปัตยกรรมเขมรในระยะหลังเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ทางทิศใต้ยังพบอาคารมณฑปแบบทวารวดีขนาดใหญ่ และมีการพยายามเปลี่ยนแปลงให้เป็นเทวาลัยประมาณต้นศตวรรษที่ 18 แต่ไม่สำเร็จ เช่นเดียวกับปรางค์ศรีเทพ

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2554

สิ่งที่เราควรจะหยุดทำทันทีใน Facebook

1.ใช้รหัส ผ่านแบบง่าย เราควรจะหลีกเลี่ยงการใช้ ชื่อธรรมดา หรือคำทั่วไปที่สามารถหาพบได้ในพจนานุกรม หรือแม้แต่ตัวเลขที่ลงท้ายรหัสผ่านดังกล่าว ควรใช้การผสมระหว่าง ด้านหน้า ด้านหลังตัวอักษร ด้วยตัวเลข หรือสัญลักษณ์ รหัสผ่านควรมีแปดตัวอักษรอย่างน้อย เทคนิคที่ดีอย่างหนึ่งคือ การเพิ่มตัวเลขหรือ สัญญลักษณ์ระหว่างกลางคำผ่าน วิธีนี้จะช่วยให้การเสิร์ชหาชื่อได้ยากขึ้น
                2.ระบุวันเดือนปีเกิดในข้อมูลสาธารณะ เพราะนั่นจะเป็นการเอื้อให้เกิดการโจรภัยทางข้อมูลแบบเบื้องต้น ผู้ไม่หวังดีมักจะใช้ในการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเรา เพราะมันจะมีประโยชน์อย่างมากในการเข้าถึงข้อมูลธนาคารหรือบัตรเครดิต ถ้าเราได้ระบุวันเกิด ให้กลับไปที่ข้อมูลส่วนตัว เข้าไปแก้ไขข้อมูลส่วนตัว ระบุข้อมูลพื้นฐานคือ ไม่แสดงวันเกิดในข้อมูลส่วนตัว หรือ แสดงเฉพาะวันและเดือนเกิดในหน้าข้อมูลส่วนตัว
                3. ตรวจสอบการใช้งานของข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทั้งหมดในFacebook ของเรา ควรกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงของเพื่อน เช่น การเข้าชมรูปภาพ วันเกิด ศาสนา และข้อมูลของครอบครัว หรือสิ่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา เช่น ข้อมูลในการติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ สถานที่อยู่ ควรจำกัดสิทธิ์เฉพาะบุคคลหรือกลุ่มที่สามารถจะเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว หรือจัดการบล็อกบุคคลที่เราไม่ต้องการให้เข้าถึงข้อมูล
                4. ระบุชื่อพ่อแม่ ญาติพี่น้อง โดยมีข้อความที่อธิบายหรือตำบรรยายใต้ภาพประกอบ  เราไม่ควรทำเช่นนั้นเด็ดขาด เพราะนั่นจะทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถทราบถึงข้อมูลที่สามารถนำไปประกอบอาชญากรรมบางอย่างได้ (เพราะรู้ว่าเป็นลูกหลานของใครมีฐานะการเงินเป็นเช่นไร) 
  5.การบอกว่า กำลังออกจากบ้าน เป็นเหมือนการแจ้งให้ใครต่อใครรู้ว่าจะไม่มีใครอยู่ในบ้าน หรือเราไม่ได้อยู่ที่บ้านในตอนนั้น ซึ่งอาจจะเกิดผลร้ายได้ถ้าหากเรากำลังตกเป็นเป้าของอาชญากร ทางที่ดีให้รอจนกลับถึงบ้านแล้วค่อยบอกถึงกิจกรรมที่ไปทำมาก็ได้
 6. การปล่อยให้ Facebook ค้นหา พบคุณ เพื่อป้องกันคนแปลกหน้าเข้าถึงหน้าข้อมูลของเรา ให้ไปที่การค้นหาของFacebook ข้อมูล ส่วนตัว และเลือกเฉพาะเพื่อนเท่านั้นของFacebook ที่จะค้นพบข้อมูลดังกล่าว และให้มั่นใจว่ากล่องข้อมูลสาธารณะไม่ได้ระบุให้เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้           
                7.อย่าให้เด็กใช้Facebookโดยไม่ตรวจสอบ ควบคุม แม้ว่าFacebookจะ ไม่อนุญาตให้เด็ก อายุต่ำกว่าสิบสามขวบหรือยังไม่ถึงเกณฑ์ใช้งาน แต่หลายคนก็ทำการปลอมอายุเข้าไปใช้ได้
     สิ่งที่เราคิดว่าไม่น่าจะก่อให้เกิดอันตรายได้ เพราะเป็นเรื่องไกลตัว อาจจะนำมาซึ่งอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของเราก็ได้ค่ะ เทคโนโลยีก็เหมือนดาบสองคม มีทั้งด้านบวกและด้านลบ เพราะฉะนั้นใช้วิจารณญาณในการใช้งานให้มาก เป็นทางที่ดีที่สุดค่ะ 

อย.เตือนภัยวัยรุ่นกินยาผิวขาวระวังเส้นเลือดอุดตัน

น.พ.ชาตรี บานชื่น เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า กรณีมีข่าวระบุว่าวัยรุ่นมีค่านิยมในการหันมารับประทานยาที่มีส่วนผสมของ ทราเนซามิค แอซิด (Tranexamic acid)” ซึ่งมีการโฆษณาขายทางเว็บไซต์ โดยอวดอ้างสรรพคุณว่าสามารถสร้างเม็ดสีเมลานิน และลดสีผิวให้อ่อนลง ลดสีฝ้า กระ จุดด่างดำให้จางลง ทำให้ผิวขาว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่เคยอนุญาตให้แสดงสรรพคุณดังที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด ทั้งนี้ สรรพคุณที่ อย. อนุญาตในทะเบียนยาที่มีส่วนผสมของทราเนซามิค แอซิด คือใช้ในภาวะเลือดออกมากผิดปกติในโรคบางชนิด เช่น โรคลิวคิเมีย โรคอะพลาสติก แอนนิเมีย เป็นต้น และภาวะเลือดออกมาก ระหว่างหรือหลังการผ่าตัด รวมทั้งภาวะเลือดออกมากผิดปกติเฉพาะที่ เช่น ปอด ไต และอวัยวะสืบพันธุ์ เป็นต้น
สำหรับอาการข้างเคียงจากการรับประทานยาดังกล่าวคือ อาจทำให้ระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เวียนศีรษะ ภาวะความดันต่ำ ภาวะที่มีลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด เช่น ภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำ หลอดเลือดแดง เป็นต้น อีกทั้งไม่ควรใช้ยานี้ระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตร นอกจากนี้ ยังมีคำเตือน สำหรับผู้ใช้ยาชนิดนี้คือ ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีเลือดออกในสมอง ผู้ที่ใช้ยานี้เป็นประจำควรได้รับการตรวจวัดการมองเห็น และตรวจตาเป็นระยะๆ หากมีความผิดปกติให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์ ระวังการใช้ยาในผู้ที่หลอดเลือดอุดตัน คนสูงอายุ และควรลดขนาดยาลงในผู้ป่วยที่ไตทำงานผิดปกติ ยานี้จัดเป็นยาอันตราย ต้องมีการสั่งจ่ายยา โดยแพทย์หรือเภสัชกรที่ร้านขายยาแผนปัจจุบันเท่านั้น
น.พ.ชาตรี กล่าวเตือนวัยรุ่นและประชาชนอย่าหลงเชื่อการโฆษณาสรรพคุณของยาดังกล่าวว่าสามารถทำให้ผิวขาว เพราะอาจได้รับผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายจากการใช้ยาดังกล่าว โดยเฉพาะการเกิดภาวะเส้นเลือดอุดตัน สำหรับในกรณีที่มีการโฆษณาขายยาทางเว็บไซต์ต่างๆ นี้ อย.ได้ดำเนินการตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว โดยจะมีความผิดฐานโฆษณาขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. มีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท ขายยาโดยไม่มีใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท



ภัยที่มากับ "Facebook"

            ถ้าหากพูดถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน "Facebook" ถือว่าเป็นเครือข่ายสังคมบนโลกเสมือนจริงที่มีคนนิยมใช้มากเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวการ การอัพเดทสถานะปัจจุบัน และการบอกเล่าเรื่องราวของเราให้เพื่อนสนิทที่อยู่บนเครือข่ายดังกล่าวได้รับรู้ ถือว่าเป็นเครือข่ายสังคมบนโลกเสมือนจริงที่มีคนนิยมใช้มากเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวการ การอัพเดทสถานะปัจจุบัน และการบอกเล่าเรื่องราวของเราให้เพื่อนสนิทที่อยู่บนเครือข่ายดังกล่าวได้รับรู้

     ... ไม่ว่าจะเป็นการอัพเดตรูป ข้อความ และลิงค์ต่างๆ เราก็สามารถทำได้ภายในเวลาอันจำกัด คุณสมบัตินี้สามารถตอบสนองความต้องการในด้านการสื่อสารของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี
     แต่ภายใต้ความสะดวกสบายในการสื่อสารนี้ น้องๆ ทราบรึเปล่าคะว่าบางครั้งการสื่อสารภายใต้โลกเสมือนจริงบนเครือข่ายออนไลน์อาจจะมีอันตรายซ่อนอยู่ก็ได้ ... โดยเมื่อเร็วๆ นี้ เว็บไซต์ DNA ได้นำเสนอ ข้อเตือนใจจากโจน กู๊ดไชลด์ (Joan Godchild บรรณาธิการอาวุโสของ CSO (Chief Security Officer) ออนไลน์ เกี่ยวกับอันตรายที่แฝงตัวอยู่ในพฤติกรรมของผู้ใช้ Facebook ว่า 
  

     1. ข้อมูลที่อยู่ใน Facebook ของเราอาจกำลังถูกแบ่งปันไปยังบุคคลที่ 3 ได้ ... เนื่องจากหากเรา
ไม่ได้ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเอาไว้ ข้อมูลเช่น บันทึกข้อความ รูปภาพ หรือลิงค์ต่างๆ อาจถูกแบ่งปัน
ไปยังบุคคลแปลกหน้าได้
     2. การตั้งค่าความเป็นส่วนตัวจะคืนกลับสู่โหมดปกติซึ่งมีความปลอดภัยน้อยหลังจากมีการ
ปรับปรุงเว็บไซต์ใหม่ทุกครั้ง ... เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ใช้Facebook หลายคนยังไม่ทราบ ดังนั้นเพื่อ
ป้องกันบุคคลไม่พึงประสงค์เข้ามาดูข้อมูลในFacebook ของเรา เราควรเช็คระบบการตั้งค่าความ
ปลอดภัยทุกครั้งที่มีการปรับปรุงเว็บไซต์ใหม่
     3. อาจจะมีมัลแวร์ซ่อนอยู่ ... มัลแวร์ คือ ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นโดยมีเจตนามุ่งร้ายต่อระบบ
คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะโดยนักพัฒนามัลแวร์อาศัยช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ และช่องทางการ
สื่อสารต่างๆ มาพัฒนาซอฟต์แวร์ที่สามารถเจาะเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวได้
 โดยผู้ไม่หวังดีอาจนำข้อมูลส่วนตัวของเราไปทำสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือก่อความเดือดร้อนได้ 
     4. เพื่อนของเราอาจไม่รู้ว่ากำลังทำให้เราไม่ปลอดภัย ... เนื่องจากเพื่อนในเครือข่ายอาจมีการ
แบ่งปันข้อมูลของเราไปไว้ที่เครือข่ายของตัวเองซึ่งเป็นข้อมูลที่เราอาจจะไม่อยากเผยแพร่ให้ผู้ที่
ไม่รู้จักได้เห็น
     5. ผู้ไม่หวังดีอาจกำลังสร้างประวัติอันเป็นเท็จ ... เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะกับ
บุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมักจะถูกขโมยประวัติ รูปภาพ เพื่อไปใช้แอบอ้างในการสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง หรือแอบอ้างเพื่อหวังผลประโยชน์ต่างๆ
     ... เทคโนโลยีก็เป็นเหมือนดาบสองคมที่ให้ทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์ได้ในเวลาเดียวกัน  ทางที่ดีที่สุดคือ เราจะต้องรู้เท่าทัน รู้จักใช้วิจารณญาณและรู้ถึงประโยชน์ที่แท้จริงของการใช้เทคโนโลยีชนิดต่างๆ เพื่อที่เราจะได้รู้จักใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ และไม่ล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่นด้วยนะคะ

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2554

การรับมือกับบาดแผลทางอารมณ์

ในชีวิตของคนธรรมดาทั่วไปอาจมีมากกว่าหนึ่งครั้งที่เราต้องเจอกับสิ่งที่เรียกว่า บาดแผลทางอารมณ์ หรือ ประสบการณ์ที่เลวร้ายจากอดีต ที่สร้างความรู้สึกเจ็บปวดให้เราอยู่เสมอเมื่อนึกถึงรสชาติของความเจ็บปวดนั้นก็มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางคนอาจจะทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจเมื่อนึกถึง บางคนอาจจะฝันร้ายจนสะดุ้งตื่นเป็นประจำ หรือบางคนอาจจะร้องให้แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านมาหลายปี
       เป็นเรื่องปกติและสามัญมากที่ชีวิตของมนุษย์ ที่จะต้องประสบกับเหตุการณ์ในด้านลบที่เราไม่คาดฝันบางเหตุการณ์อาจจะไม่รุนแรง ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปไม่เก็บมาคิดมากมาย แต่บางเหตุการณ์เราอาจจะไม่มีวันลืมและรู้สึกกับมันไปนานแสนนาน ทั้งนี้ก็เพราะเนื่องจาก
                  1.     เป็นเหตุการณ์ที่เราไม่คาดฝันว่าจะเกิดขึ้นกับเรา
                  2.     เป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงซึ่งกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในชีวิต หรือการรู้สึกมีคุณค่าของตนเอง
                  3.     เป็นเหตุการณ์ที่เรารู้สึกเป็นเหยื่อหรือไม่สามารถตอบโต้ได้
ตัวอย่าง ..... ของเหตุการณ์ที่อาจสร้างบาดแผลทางอารมณ์ให้เกิดแก่เราได้ เช่น
                  1.     ประสบอุบัติเหตุหรืออันตรายจนเกือบถึงแก่ชีวิต เช่น อุบัติเหตุทางรถ เครื่องบิน หรือถูกจี้ปล้น
                  2.     ความผิดหวังอย่างรุนแรง
                  3.     สูญเสียสิ่งที่รักมาก ๆ ทั้งร่างกายและทรัพย์สิน
                  4.     ยิ่งเฉพาะสูญเสียชนิดกระทันหันไม่ได้เตรียมใจมาก่อน
                  5.     การถูกทำร้ายทั้งทางกาย วาจา ใจที่รุนแรง เช่น การถูกทารุณกรรมทั้งทางกายและทางเพศการถูกกล่าวร้ายทางวาจา เป็นต้น
                  6.     การเผชิญกับภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติ สงคราม หรือเหตุการณ์จลาจลต่าง ๆ
       ภาวะของผู้ที่ได้รับบาดแผลทางจิตใจจะมีได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ในช่วงแรกอาจจะเบลอ ๆ ไม่ค่อยรู้สึกตัว ทำอะไรไม่ถูกซึ่งเราเรียกว่า ภาวะช็อก ซึ่งมักจะเกิดในช่วงหลังเกิดเหตุการณ์ทันทีและเกิดขึ้นไม่นาน หลังจากนั้นอาจมีภาวะแห่งความทุกข์ใจต่าง ๆ ประดังเข้ามาแล้วแต่แต่ละบุคคลว่าจะเกิดขึ้นแบบใด ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจรับไม่ได้ (Denial) โกรธและโทษตนเองหรือบุคคลที่มากระทำ หรือสถานการณ์ที่เลวร้ายนั้น
       ภาวะความเจ็บปวดที่สามารถเรียกได้ว่าบาดแผลทางอารมณ์นั้น จะเป็นภาวะที่รุนแรงมากเป็นอารามณ์ที่แรงกล้า จนอาจมีภาวะการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติร่วมด้วย เช่น รู้สึกแน่นอก น้ำตาไหล ใจสั่น หมดความอยากอาหาร นอนไม่หลับ หลับไม่สนิท ฝันร้าย ระบบขับถ่ายแปรปรวนอยากจะอาเจียน คิดซ้ำซากวนเวียน ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานมาก เป็นปัญหาสุขภาพจิตที่ร้ายแรงอันหนึ่ง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า หรือฆ่าตัวตายได้ และความรุนแรงของบาดแผลทางอารมณ์นั้นเป็นสิ่งที่ขจัดได้ยาก บางคนอาจจะคิดถึงบ่อย ๆ นานนับปี
การช่วยเหลือเมื่อเกิดภาวะบาดแผลทางอารมณ์ก็คือ
       ประการแรก อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ และได้รับยาร่วมด้วย ในกรณีที่เกิดภาวะความทุกข์ทางกายร่วมด้วย เช่น กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ซึมเศร้า ไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ ยาจะช่วยให้พักผ่อนได้มากขึ้นรับประทานอาหารได้บ้างเพื่อไม่ให้อ่อนเพลียหรือขาดอาหาร ลดอาการซึมเศร้าหรือความคิดฆ่าตัวตาย ภาวะที่ต้องใช้ยาช่วยนี้มักจะเป็นในภาวะที่พึงประสบกับเหตุการณ์ใหม่ ๆ ยังมีการตอบสนองทางร่างกายในปริมาณมาก
       ประการที่สอง ในกรณีที่ไม่มีอาการตอบสนองทางกายมากมาย แต่ยังมีความทุกข์ใจอยู่ เช่น คิดถึงเรื่องนั้นบ่อย คิดถึงครั้งใดก็มีอารมณ์ คิดถึงบ่อย ๆ หรือถึงติดต่อกันเป็นเวลานานอาจจะต้องใช้วิธีการปรับความคิด และปรับจิตใจใหม่ดังนี้
            1. อภัยกับตนเอง ยอมรับว่ามันเป็นเหตุการณ์สุดวิสัย ถ้าเลือกได้เราคงไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเพราะ จากการศึกษาเกี่ยวกับการประกอบอาชญากรรมพบว่า ส่วนใหญ่ของผู้ถูกกระทำหรือที่เรียกว่า "เหยื่อ" นั้นจะรู้สึกตำหนิตนเอง ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่สมเหตุผลอย่างยิ่ง เพราะในธรรมชาติของมนุษย์ไม่มีใครต้องการเจอกับความเจ็บปวดแน่นอน และความเจ็บปวดที่รุนแรงที่สุดก็คือความเจ็บปวดจากการกล่าวโทษตนเอง
            2. อภัยกับผู้ที่มากระทำ หรือสถานการณ์ฟังดูง่ายแต่ทำจริงอาจจะยากแต่ก็ต้องทำ เพราะเหยื่อโดย ส่วนมากเช่นกันที่ทักโทษต้นเหตุหรือผู้กระทำว่าเป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้เราเจ็บปวด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยังมีปัจจัยประกอบอื่น ๆ อีกมากที่มีส่วน และการรู้สึกว่าต้องการให้ผู้ถูกกระทำชดใช้ให้สาสมกับความผิดก็เป็นสิ่งที่อาจทำได้หรือทำไม่ได้ในความเป็นจริง แต่ผู้ที่จะรู้สึกกับความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลาก็คือตัวของเราเอง การให้อภัยจึงไม่ใช่เพื่อตัวผู้ที่กระทำต่อเราแต่เป็นการแสดงความปราณีต่อตนเอง ความรู้สึกแค้นใจจะทำให้เราไม่สามารถหลุดพ้นจากบ่วงทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้เลย นอกจากนี้การได้ห่างจากบุคคลหรือสถานที่ที่ทำให้เราเจ็บปวดก็จะหลุดการกระตุ้นให้นึกถึงเหตุการณ์ได้
            3. นึกถึงคุณค่าของตนเองที่มีต่อตนเอง และต่อผู้อื่น เพราะการถูกกระทำส่วนมากจะทำให้เหยื่อรู้สึก ถูก ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตนเอง เช่น การถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือทางร่างกายเพราะเหยื่อจะได้รับการปฏิบัติด้วยการดูถูก หรือขัดกับความดีงามของสังคมเช่นสังคมกำหนดว่าแม่จะต้องรักและทนุถนอมลูกแต่ถ้าลูกถูกแม่ทำร้ายลูกจะรู้สึกคับข้องใจมากเพราะไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้เลยว่าการทำร้ายของแม่เป็นความรักหรือเอาใจใส่นอกจากความเกลียดชังซึ่งเมื่อคิดได้ดังนี้ก็ยิ่งรู้สึกเจ็บและไม่มีคุณค่าเพราะสังคมกำหนดว่าแม่ต้องเสนอแต่สิ่งที่ดี ๆ กับลูกเป็นต้น ดังนั้นการตั้งสติและพิจารณาถึงคุณค่าของตนเองที่เหลือจะช่วยถ่วงดุลความคิดเรื่องคุณค่าของตนเองอีกครั้ง
            4. พึงระลึกเสมอว่าถึงแม้จะเป็นบาดแผลทางอารมณ์ที่ยิ่งใหญ่ แต่อารมณ์ก็ยังคืออารมณ์ซึ่งมีธรรมชาติของมันคือ ไม่มีอารมณ์ใดที่สามารถดำรงอยู่ได้ตลอดเวลาทุกนาทีตลอด 24 ชั่วโมง มันจะเกิดขึ้นมาแล้วก็หายไป ในผู้ที่ประสบบาดแผลทางอารมณ์มักกลัวว่าจะเผชิญกับภาวะทุกข์ใจนี้ไม่ได้ และมักจะคิดว่ามันจะเกิดขึ้นตลอดเวลา ถ้าเราเข้าใจความจริงว่าแค่ภาวะทางอารมณ์ไม่ทำให้เราถึงตายแน่นอน การกระทำต่างหากที่ทำให้เราตายเช่นการไม่ยอมกินข้าวดื่มน้ำ อดนอนหรือฆ่าตัวตาย ดังนั้นอย่ารู้สึกกลัวความทุกข์ใจจนเกินไป อารมณ์เป็นสิ่งที่เราสามารถอดทนและยอมรับได้ และการหากิจกรรมที่เพลิดเพลินที่ทำให้ตนเองรู้สึกมีคุณค่าจะช่วยลดเวลาในการอยู่กับตนเองและคิดถึงแต่เรื่องทุกข์ได้
            5. หาคนที่เราไว้ใจและสามารถยอมรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเราได้ เพื่อให้เราสามารถระบายได้รับการยอมรับ การเห็นอกเห็นใจและกำลังใจ
            6. เปิดตาเปิดใจให้กว้างเราจะเห็นว่าเราไม่ใช่ผู้ที่โชคร้ายที่สุดในโลกหรือเป็นผู้ที่โชคร้ายอยู่คนเดียว ลองออกไปข้างนอกดูชีวิตผู้คนตามท้องถนน ชุมชนแออัด ชีวิตผู้คนที่ขัดสนยากไร้ จะทำให้เราได้ทบทวนตนเองใหม่ว่า เราโชคร้ายที่สุดจริง ๆ หรือ
            7. ปฏิบัติตามความเชื่อทางศาสนา สำ หรับผู้ที่เชื่อมั่นในศาสนา ความเชื่อมั่น ความศรัทธา และการปฏิบัติทางศาสนา ยังคงเป็นความหวังและการเยียวยาในระดับที่ลึก และเป็นสิ่งที่มนุษย์ส่วนใหญ่ใช้แก้ปัญหาทางจิตใจมาทุกยุคสมัย
       วิธีต่าง ๆ เหล่านี้อาจเป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยที่สามารถนำไปใช้เพื่อลดความเจ็บปวดจากบาดแผลทางอารมณ์ อาจมีวิธีการอื่น ๆ อีกมากมายที่แต่ละคนใช้อย่างได้ผล เพราะนอกจากความสามารถในการทำสิ่งเลวร้าย มนุษย์ก็ยังเป็นสิ่งที่มีชีวิตที่มีศักยภาพในการสร้างสรรค์สิ่งดีงามเช่นกันการที่เราจะมีชีวิตที่สุขหรือทุกข์ ขึ้นอยู่กับมุมมอง การรับรู้ และการกระทำของเราเอง

วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ทำไมต้องจัดฟัน

         ฟันมิใช่เพียงแต่ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหาร หรือช่วยในการออกเสียงพูดให้ชัดเจนเท่านั้น ฟันยังช่วยรักษาโครงสร้างของใบหน้าให้ดูดีน่ามองอีกด้วย ผู้ที่มีฟันเรียงเป็นระเบียบ การสบฟันดี จะช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพ และสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่พบปะพูดคุยด้วย

        แต่ก็ใช่ว่าจะโชคดีมีฟันที่เรียงเป็นระเบียบสวยงามไปเสียทุกคน บางคนอาจมีความผิดปกติ เช่น ฟันยื่น ฟันซ้อน หรือฟันเก ฟันห่างรวมทั้งการสบฟันที่ยื่นผิดปกติ เหล่านี้สร้างปมด้อยและความอับอายให้แก่เจ้าของมามากนัก ทำให้เกิดปัญหาหลายๆ อย่างตามมา เช่น
1. ทำให้เสียบุคลิกภาพ และขาดความมั่นใจในตนเอง
2. ทำความละอาดได้ไม่ทั่วถึง ทำให้ฟันผุและเกิดโรคเหงือกได้
3. ทำให้เป็นอุปสรรคในการบดเคี้ยวอาหาร และมีโครงสร้างใบหน้าที่ผิดปกติ
4. ฟันที่ยื่นออกมา มักจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย


         ผู้ที่ประสบกับปัญหาดังกล่าวนะคะ สามารถปรึกษาทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดฟัน เพื่อทำการแก้ไขให้ดีขึ้น โดยการจัดฟัน มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ
1. จัดฟันแบบถอดได้ ซึ่งส่วนมากจะทำในเด็ก
2. จัดฟันแบบติดแน่น ซึ่งแบ่งออกเป็น
2.1 แบบติดแน่นโดยติดเครื่องมือทางด้านหน้าของฟัน ซึ่งใช้เครื่องมือที่เป็นโลหะ
2.2 แบบติดแน่นโดยติดเครื่องมือทางด้านหน้าของฟัน ซึ่งใช้เครื่องมือที่เป็นเซรามิคหรือพลาสติก สีเหมือนฟัน
2.3 แบบติดแน่นโดยติดเครื่องมือที่เป็นโลหะทางด้านในของฟัน ซึ่งมองไม่เห็นจากด้านหน้า ทำให้คนอื่นไม่ทราบว่าคุณจัดฟัน

         เรามาดูกันว่าทันตแพทย์มีวิธีในการจัดฟันอย่างไรบ้าง
         ก่อนการติดเครื่องมือจัดฟันทันตแพทย์จะตรวจช่องปาก และสภาพฟัน ในกรณีที่มีฟันผุ ต้องอุดฟันให้เรียบร้อยก่อนรวมทั้งขูดหินปูนเพื่อสุขภาพฟัน และเหงือกที่สมบูรณ์ จากนั้นจึงดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้

1. ทันตแพทย์จะให้คุณพิมพ์ปาก และทำการเอกซเรย์ใบหน้าและฟัน เพื่อบันทึกการสบฟันก่อนจัดฟันและตรวจดูลักษณะของรากฟันกระดูกรองรับรากฟัน และลักษณะโครงสร้างใบหน้า
2. ทันตแพทย์าะนัดติดเครื่องมือจัดฟัน พร้อมทั้งแนะนำวิธีการดูแลฟันหลังติดเครื่องมือแล้ว
3. ทันตแพทย์จะนัดเพื่อปรับเครื่องมือจัดฟันให้ฟันค่อย ๆ เคลื่อนเข้าในจุดที่ต้องการเดือนละ 1 ครั้ง
4. ทันตแพทย์จะทำการขูดหินปูน ขัดฟันและเคลือบฟลูออไรด์ทุก 6 เดือน

        หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการจัดฟันแล้ว คุณควรดูแลรักษาความสะอาดของสุขภาพฟัน โดยการแปรงฟันหลังอาหารทุกมือ และพบทันตแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพฟันที่ดีและแข็งแรงคงทนถาวร อยู่คู่กับคุณตลอดไป

สำหรับค่าใช้จ่ายในการจัดฟันนั้นแบ่งได้ 3 กรณี ขึ้นอยู่กับแต่ละทันตคลินิกหรือโรงพยาบาลแต่ละแห่ง
- การจัดฟันแบบถอดได้ ราคาประมาณ 4,000 - 6,000 บาท
- การจัดฟันแบบติดแน่นด้านนอกด้วยโลหะ ราคาประมาณ 35,000 - 45,000 บาท
- การจัดฟันแบบติดแน่นด้านนอกด้วยวัสดุสีเหมือนฟัน ราคาประมาณ 55,000 - 70,000 บาท

       การจัดฟัน แม้จะต้องใช้เวลาอยู่บ้าง แต่สามารถช่วยทำให้ฟันของคุณดูดีเรียงเป็นระเบียบสวยได้อย่างปลอดภัยเรียกความมั่นใจ และสร้างความประทับใจในรอยยิ้มของคุณตลอดไปค่ะ

วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

คนคล่องสองภาษาสมองเสื่อมช้าลง

     
 เอเจนซีส์ การเรียนรู้ภาษาที่ 2 ช่วยเพิ่มพลังสมองที่สามารถปกป้องคุณจากโรคอัลไซเมอร์ 
       งานวิจัยชิ้นใหม่แสดงให้เห็นว่าคนที่พูดได้สองภาษาสามารถรับมือความท้าทายทางสมองได้ดีกว่า และยังสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้มากกว่าคนที่พูดได้ภาษาเดียว อีกทั้งยังเริ่มต้นอาการสมองเสื่อมช้ากว่า 4-5 ปี
        นักวิจัยที่ค้นพบเรื่องนี้กล่าวว่า การสลับระหว่างสองภาษาเป็นการกระตุ้นกิจกรรในสมอง หรือเท่ากับเป็นการบริหารสมองอย่างต่อเนื่องที่ทำให้คนเรามีสติปัญญาสำรองเพิ่มขึ้น    
        ดร.เอลเลน เบียลีสโตค ผู้นำการวิจัย ชี้ว่าประโยชน์นี้ชัดเจนที่สุดในกลุ่มคนที่เรียนรู้ภาษาที่สองขณะยังเป็นเด็ก    
        กระนั้น งานวิจัยระบุว่าคนที่เรียนรู้ภาษาใหม่ในช่วงอายุ 40-59 ปี ได้รับประโยชน์ในแง่นี้ด้วยเช่นกัน      
        ก่อนหน้านี้ นักภาษาศาสตร์เคยระบุว่า เด็กที่เติบโตในครอบครัวที่ใช้สองภาษาอาจสับสนและไม่สามารถใช้ภาษาใดภาษาหนึ่งได้ดี    
        แต่การศึกษาล่าสุดได้ผลตรงกันข้าม โดยบ่งชี้ว่าเด็กเหล่านั้นมีทักษะสมองดีกว่า   
        ดร.จูดิธ โครลล์ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยรัฐเพนซิลเวเนีย ย้ำว่าความสามารถในการใช้สองภาษาดีต่อคนเรา    
        งานศึกษานี้จัดทำขึ้นในมหาวิทยาลัยยอร์กในโทรอนโท ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ 211 คนในแคนาดา โดยครึ่งหนึ่งพูดได้ 2 ภาษา ที่เหลือพูดได้ภาษาเดียว    
        ผู้ป่วยที่พูดได้สองภาษาได้รับการวินิจฉัยว่าสมองเสื่อมช้ากว่าผู้ป่วยที่เหลือเฉลี่ย 4.3 ปี และพบว่ามีอาการสมองเสื่อมเริ่มแรกช้ากว่า 5.1 ปี   
        คนที่พูดสองภาษาจะสลับการใช้ภาษาอย่างง่ายดาย และประดิษฐ์ประดอยคำพูดอย่างต่อเนื่อง เมื่อพูดกับคนอื่น คนเหล่านี้มักเลือกคำหรือวลีจากภาษาที่สามารถถ่ายทอดความคิดของตัวเองได้ชัดเจนที่สุด    
        กระนั้น คนที่ถนัดสองภาษามีความผิดพลาดน้อยมากในการสลับไปใช้อีกภาษาในการคุยกับคู่สนทนาที่พูดได้ภาษาเดียว คนเหล่านี้จึงได้ฝึกปรือการทำภารกิจหลายอย่างพร้อมกันมากขึ้น   
        การพูดได้สองภาษาไม่ได้ป้องกันการโจมตีของโรคอัลไซเมอร์ แต่เมื่อโรคนี้เริ่มการคุกคามอย่างเงียบๆ สมองของคนใช้สองภาษาจะสามารถรับมือได้ดีกว่าและทำให้อาการของอัลไซเมอร์ปรากฏช้าลง    
        ดร.เบียลีสโตคสำทับระหว่างการนำเสนองานวิจัยในที่ประชุมประจำปีของอเมริกัน แอสโซซิเอเชัน ฟอร์ ดิ แอดวานซ์เมนต์ ออฟ ไซนส์ว่า การสลับระหว่างสองภาษาช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนสำคัญที่สุดที่บริหารระบบควบคุมในร่างกายที่ปกติแล้วจะเสื่อมถอยตามวัย   
        งานวิจัยต่อยอด ซึ่งดร.เบียลีสโตคจะเผยแพร่ปลายปีนี้ บ่งชี้ว่าการใช้สองภาษาอาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสมอง กระนั้น นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าพลังสมองที่เพิ่มขึ้นจากการใช้สองภาษาไม่ได้ทำให้คนๆ นั้นฉลาดขึ้นหรือเรียนรู้ได้ดีขึ้นแต่อย่างใด    
        นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยจากเจเน็ต เวอร์เกอร์ นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบียในแคนาดา ที่ทำการทดสอบกับทารกในสเปนที่เติบโตในบ้านที่พูดสองภาษา และพบว่าเด็กเหล่านี้ไม่มีความสับสนในทั้งสองภาษา แถมเรียนรู้ที่จะมีสมาธิกับสิ่งต่างๆ เร็วขึ้น

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์26 กุมภาพันธ์ 2554 15:04 น.