วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2554

การรับมือกับบาดแผลทางอารมณ์

ในชีวิตของคนธรรมดาทั่วไปอาจมีมากกว่าหนึ่งครั้งที่เราต้องเจอกับสิ่งที่เรียกว่า บาดแผลทางอารมณ์ หรือ ประสบการณ์ที่เลวร้ายจากอดีต ที่สร้างความรู้สึกเจ็บปวดให้เราอยู่เสมอเมื่อนึกถึงรสชาติของความเจ็บปวดนั้นก็มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางคนอาจจะทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจเมื่อนึกถึง บางคนอาจจะฝันร้ายจนสะดุ้งตื่นเป็นประจำ หรือบางคนอาจจะร้องให้แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านมาหลายปี
       เป็นเรื่องปกติและสามัญมากที่ชีวิตของมนุษย์ ที่จะต้องประสบกับเหตุการณ์ในด้านลบที่เราไม่คาดฝันบางเหตุการณ์อาจจะไม่รุนแรง ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปไม่เก็บมาคิดมากมาย แต่บางเหตุการณ์เราอาจจะไม่มีวันลืมและรู้สึกกับมันไปนานแสนนาน ทั้งนี้ก็เพราะเนื่องจาก
                  1.     เป็นเหตุการณ์ที่เราไม่คาดฝันว่าจะเกิดขึ้นกับเรา
                  2.     เป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงซึ่งกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในชีวิต หรือการรู้สึกมีคุณค่าของตนเอง
                  3.     เป็นเหตุการณ์ที่เรารู้สึกเป็นเหยื่อหรือไม่สามารถตอบโต้ได้
ตัวอย่าง ..... ของเหตุการณ์ที่อาจสร้างบาดแผลทางอารมณ์ให้เกิดแก่เราได้ เช่น
                  1.     ประสบอุบัติเหตุหรืออันตรายจนเกือบถึงแก่ชีวิต เช่น อุบัติเหตุทางรถ เครื่องบิน หรือถูกจี้ปล้น
                  2.     ความผิดหวังอย่างรุนแรง
                  3.     สูญเสียสิ่งที่รักมาก ๆ ทั้งร่างกายและทรัพย์สิน
                  4.     ยิ่งเฉพาะสูญเสียชนิดกระทันหันไม่ได้เตรียมใจมาก่อน
                  5.     การถูกทำร้ายทั้งทางกาย วาจา ใจที่รุนแรง เช่น การถูกทารุณกรรมทั้งทางกายและทางเพศการถูกกล่าวร้ายทางวาจา เป็นต้น
                  6.     การเผชิญกับภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติ สงคราม หรือเหตุการณ์จลาจลต่าง ๆ
       ภาวะของผู้ที่ได้รับบาดแผลทางจิตใจจะมีได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ในช่วงแรกอาจจะเบลอ ๆ ไม่ค่อยรู้สึกตัว ทำอะไรไม่ถูกซึ่งเราเรียกว่า ภาวะช็อก ซึ่งมักจะเกิดในช่วงหลังเกิดเหตุการณ์ทันทีและเกิดขึ้นไม่นาน หลังจากนั้นอาจมีภาวะแห่งความทุกข์ใจต่าง ๆ ประดังเข้ามาแล้วแต่แต่ละบุคคลว่าจะเกิดขึ้นแบบใด ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจรับไม่ได้ (Denial) โกรธและโทษตนเองหรือบุคคลที่มากระทำ หรือสถานการณ์ที่เลวร้ายนั้น
       ภาวะความเจ็บปวดที่สามารถเรียกได้ว่าบาดแผลทางอารมณ์นั้น จะเป็นภาวะที่รุนแรงมากเป็นอารามณ์ที่แรงกล้า จนอาจมีภาวะการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติร่วมด้วย เช่น รู้สึกแน่นอก น้ำตาไหล ใจสั่น หมดความอยากอาหาร นอนไม่หลับ หลับไม่สนิท ฝันร้าย ระบบขับถ่ายแปรปรวนอยากจะอาเจียน คิดซ้ำซากวนเวียน ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานมาก เป็นปัญหาสุขภาพจิตที่ร้ายแรงอันหนึ่ง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า หรือฆ่าตัวตายได้ และความรุนแรงของบาดแผลทางอารมณ์นั้นเป็นสิ่งที่ขจัดได้ยาก บางคนอาจจะคิดถึงบ่อย ๆ นานนับปี
การช่วยเหลือเมื่อเกิดภาวะบาดแผลทางอารมณ์ก็คือ
       ประการแรก อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ และได้รับยาร่วมด้วย ในกรณีที่เกิดภาวะความทุกข์ทางกายร่วมด้วย เช่น กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ซึมเศร้า ไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ ยาจะช่วยให้พักผ่อนได้มากขึ้นรับประทานอาหารได้บ้างเพื่อไม่ให้อ่อนเพลียหรือขาดอาหาร ลดอาการซึมเศร้าหรือความคิดฆ่าตัวตาย ภาวะที่ต้องใช้ยาช่วยนี้มักจะเป็นในภาวะที่พึงประสบกับเหตุการณ์ใหม่ ๆ ยังมีการตอบสนองทางร่างกายในปริมาณมาก
       ประการที่สอง ในกรณีที่ไม่มีอาการตอบสนองทางกายมากมาย แต่ยังมีความทุกข์ใจอยู่ เช่น คิดถึงเรื่องนั้นบ่อย คิดถึงครั้งใดก็มีอารมณ์ คิดถึงบ่อย ๆ หรือถึงติดต่อกันเป็นเวลานานอาจจะต้องใช้วิธีการปรับความคิด และปรับจิตใจใหม่ดังนี้
            1. อภัยกับตนเอง ยอมรับว่ามันเป็นเหตุการณ์สุดวิสัย ถ้าเลือกได้เราคงไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเพราะ จากการศึกษาเกี่ยวกับการประกอบอาชญากรรมพบว่า ส่วนใหญ่ของผู้ถูกกระทำหรือที่เรียกว่า "เหยื่อ" นั้นจะรู้สึกตำหนิตนเอง ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่สมเหตุผลอย่างยิ่ง เพราะในธรรมชาติของมนุษย์ไม่มีใครต้องการเจอกับความเจ็บปวดแน่นอน และความเจ็บปวดที่รุนแรงที่สุดก็คือความเจ็บปวดจากการกล่าวโทษตนเอง
            2. อภัยกับผู้ที่มากระทำ หรือสถานการณ์ฟังดูง่ายแต่ทำจริงอาจจะยากแต่ก็ต้องทำ เพราะเหยื่อโดย ส่วนมากเช่นกันที่ทักโทษต้นเหตุหรือผู้กระทำว่าเป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้เราเจ็บปวด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยังมีปัจจัยประกอบอื่น ๆ อีกมากที่มีส่วน และการรู้สึกว่าต้องการให้ผู้ถูกกระทำชดใช้ให้สาสมกับความผิดก็เป็นสิ่งที่อาจทำได้หรือทำไม่ได้ในความเป็นจริง แต่ผู้ที่จะรู้สึกกับความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลาก็คือตัวของเราเอง การให้อภัยจึงไม่ใช่เพื่อตัวผู้ที่กระทำต่อเราแต่เป็นการแสดงความปราณีต่อตนเอง ความรู้สึกแค้นใจจะทำให้เราไม่สามารถหลุดพ้นจากบ่วงทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้เลย นอกจากนี้การได้ห่างจากบุคคลหรือสถานที่ที่ทำให้เราเจ็บปวดก็จะหลุดการกระตุ้นให้นึกถึงเหตุการณ์ได้
            3. นึกถึงคุณค่าของตนเองที่มีต่อตนเอง และต่อผู้อื่น เพราะการถูกกระทำส่วนมากจะทำให้เหยื่อรู้สึก ถูก ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตนเอง เช่น การถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือทางร่างกายเพราะเหยื่อจะได้รับการปฏิบัติด้วยการดูถูก หรือขัดกับความดีงามของสังคมเช่นสังคมกำหนดว่าแม่จะต้องรักและทนุถนอมลูกแต่ถ้าลูกถูกแม่ทำร้ายลูกจะรู้สึกคับข้องใจมากเพราะไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้เลยว่าการทำร้ายของแม่เป็นความรักหรือเอาใจใส่นอกจากความเกลียดชังซึ่งเมื่อคิดได้ดังนี้ก็ยิ่งรู้สึกเจ็บและไม่มีคุณค่าเพราะสังคมกำหนดว่าแม่ต้องเสนอแต่สิ่งที่ดี ๆ กับลูกเป็นต้น ดังนั้นการตั้งสติและพิจารณาถึงคุณค่าของตนเองที่เหลือจะช่วยถ่วงดุลความคิดเรื่องคุณค่าของตนเองอีกครั้ง
            4. พึงระลึกเสมอว่าถึงแม้จะเป็นบาดแผลทางอารมณ์ที่ยิ่งใหญ่ แต่อารมณ์ก็ยังคืออารมณ์ซึ่งมีธรรมชาติของมันคือ ไม่มีอารมณ์ใดที่สามารถดำรงอยู่ได้ตลอดเวลาทุกนาทีตลอด 24 ชั่วโมง มันจะเกิดขึ้นมาแล้วก็หายไป ในผู้ที่ประสบบาดแผลทางอารมณ์มักกลัวว่าจะเผชิญกับภาวะทุกข์ใจนี้ไม่ได้ และมักจะคิดว่ามันจะเกิดขึ้นตลอดเวลา ถ้าเราเข้าใจความจริงว่าแค่ภาวะทางอารมณ์ไม่ทำให้เราถึงตายแน่นอน การกระทำต่างหากที่ทำให้เราตายเช่นการไม่ยอมกินข้าวดื่มน้ำ อดนอนหรือฆ่าตัวตาย ดังนั้นอย่ารู้สึกกลัวความทุกข์ใจจนเกินไป อารมณ์เป็นสิ่งที่เราสามารถอดทนและยอมรับได้ และการหากิจกรรมที่เพลิดเพลินที่ทำให้ตนเองรู้สึกมีคุณค่าจะช่วยลดเวลาในการอยู่กับตนเองและคิดถึงแต่เรื่องทุกข์ได้
            5. หาคนที่เราไว้ใจและสามารถยอมรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเราได้ เพื่อให้เราสามารถระบายได้รับการยอมรับ การเห็นอกเห็นใจและกำลังใจ
            6. เปิดตาเปิดใจให้กว้างเราจะเห็นว่าเราไม่ใช่ผู้ที่โชคร้ายที่สุดในโลกหรือเป็นผู้ที่โชคร้ายอยู่คนเดียว ลองออกไปข้างนอกดูชีวิตผู้คนตามท้องถนน ชุมชนแออัด ชีวิตผู้คนที่ขัดสนยากไร้ จะทำให้เราได้ทบทวนตนเองใหม่ว่า เราโชคร้ายที่สุดจริง ๆ หรือ
            7. ปฏิบัติตามความเชื่อทางศาสนา สำ หรับผู้ที่เชื่อมั่นในศาสนา ความเชื่อมั่น ความศรัทธา และการปฏิบัติทางศาสนา ยังคงเป็นความหวังและการเยียวยาในระดับที่ลึก และเป็นสิ่งที่มนุษย์ส่วนใหญ่ใช้แก้ปัญหาทางจิตใจมาทุกยุคสมัย
       วิธีต่าง ๆ เหล่านี้อาจเป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยที่สามารถนำไปใช้เพื่อลดความเจ็บปวดจากบาดแผลทางอารมณ์ อาจมีวิธีการอื่น ๆ อีกมากมายที่แต่ละคนใช้อย่างได้ผล เพราะนอกจากความสามารถในการทำสิ่งเลวร้าย มนุษย์ก็ยังเป็นสิ่งที่มีชีวิตที่มีศักยภาพในการสร้างสรรค์สิ่งดีงามเช่นกันการที่เราจะมีชีวิตที่สุขหรือทุกข์ ขึ้นอยู่กับมุมมอง การรับรู้ และการกระทำของเราเอง

วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ทำไมต้องจัดฟัน

         ฟันมิใช่เพียงแต่ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหาร หรือช่วยในการออกเสียงพูดให้ชัดเจนเท่านั้น ฟันยังช่วยรักษาโครงสร้างของใบหน้าให้ดูดีน่ามองอีกด้วย ผู้ที่มีฟันเรียงเป็นระเบียบ การสบฟันดี จะช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพ และสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่พบปะพูดคุยด้วย

        แต่ก็ใช่ว่าจะโชคดีมีฟันที่เรียงเป็นระเบียบสวยงามไปเสียทุกคน บางคนอาจมีความผิดปกติ เช่น ฟันยื่น ฟันซ้อน หรือฟันเก ฟันห่างรวมทั้งการสบฟันที่ยื่นผิดปกติ เหล่านี้สร้างปมด้อยและความอับอายให้แก่เจ้าของมามากนัก ทำให้เกิดปัญหาหลายๆ อย่างตามมา เช่น
1. ทำให้เสียบุคลิกภาพ และขาดความมั่นใจในตนเอง
2. ทำความละอาดได้ไม่ทั่วถึง ทำให้ฟันผุและเกิดโรคเหงือกได้
3. ทำให้เป็นอุปสรรคในการบดเคี้ยวอาหาร และมีโครงสร้างใบหน้าที่ผิดปกติ
4. ฟันที่ยื่นออกมา มักจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย


         ผู้ที่ประสบกับปัญหาดังกล่าวนะคะ สามารถปรึกษาทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดฟัน เพื่อทำการแก้ไขให้ดีขึ้น โดยการจัดฟัน มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ
1. จัดฟันแบบถอดได้ ซึ่งส่วนมากจะทำในเด็ก
2. จัดฟันแบบติดแน่น ซึ่งแบ่งออกเป็น
2.1 แบบติดแน่นโดยติดเครื่องมือทางด้านหน้าของฟัน ซึ่งใช้เครื่องมือที่เป็นโลหะ
2.2 แบบติดแน่นโดยติดเครื่องมือทางด้านหน้าของฟัน ซึ่งใช้เครื่องมือที่เป็นเซรามิคหรือพลาสติก สีเหมือนฟัน
2.3 แบบติดแน่นโดยติดเครื่องมือที่เป็นโลหะทางด้านในของฟัน ซึ่งมองไม่เห็นจากด้านหน้า ทำให้คนอื่นไม่ทราบว่าคุณจัดฟัน

         เรามาดูกันว่าทันตแพทย์มีวิธีในการจัดฟันอย่างไรบ้าง
         ก่อนการติดเครื่องมือจัดฟันทันตแพทย์จะตรวจช่องปาก และสภาพฟัน ในกรณีที่มีฟันผุ ต้องอุดฟันให้เรียบร้อยก่อนรวมทั้งขูดหินปูนเพื่อสุขภาพฟัน และเหงือกที่สมบูรณ์ จากนั้นจึงดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้

1. ทันตแพทย์จะให้คุณพิมพ์ปาก และทำการเอกซเรย์ใบหน้าและฟัน เพื่อบันทึกการสบฟันก่อนจัดฟันและตรวจดูลักษณะของรากฟันกระดูกรองรับรากฟัน และลักษณะโครงสร้างใบหน้า
2. ทันตแพทย์าะนัดติดเครื่องมือจัดฟัน พร้อมทั้งแนะนำวิธีการดูแลฟันหลังติดเครื่องมือแล้ว
3. ทันตแพทย์จะนัดเพื่อปรับเครื่องมือจัดฟันให้ฟันค่อย ๆ เคลื่อนเข้าในจุดที่ต้องการเดือนละ 1 ครั้ง
4. ทันตแพทย์จะทำการขูดหินปูน ขัดฟันและเคลือบฟลูออไรด์ทุก 6 เดือน

        หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการจัดฟันแล้ว คุณควรดูแลรักษาความสะอาดของสุขภาพฟัน โดยการแปรงฟันหลังอาหารทุกมือ และพบทันตแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพฟันที่ดีและแข็งแรงคงทนถาวร อยู่คู่กับคุณตลอดไป

สำหรับค่าใช้จ่ายในการจัดฟันนั้นแบ่งได้ 3 กรณี ขึ้นอยู่กับแต่ละทันตคลินิกหรือโรงพยาบาลแต่ละแห่ง
- การจัดฟันแบบถอดได้ ราคาประมาณ 4,000 - 6,000 บาท
- การจัดฟันแบบติดแน่นด้านนอกด้วยโลหะ ราคาประมาณ 35,000 - 45,000 บาท
- การจัดฟันแบบติดแน่นด้านนอกด้วยวัสดุสีเหมือนฟัน ราคาประมาณ 55,000 - 70,000 บาท

       การจัดฟัน แม้จะต้องใช้เวลาอยู่บ้าง แต่สามารถช่วยทำให้ฟันของคุณดูดีเรียงเป็นระเบียบสวยได้อย่างปลอดภัยเรียกความมั่นใจ และสร้างความประทับใจในรอยยิ้มของคุณตลอดไปค่ะ

วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

คนคล่องสองภาษาสมองเสื่อมช้าลง

     
 เอเจนซีส์ การเรียนรู้ภาษาที่ 2 ช่วยเพิ่มพลังสมองที่สามารถปกป้องคุณจากโรคอัลไซเมอร์ 
       งานวิจัยชิ้นใหม่แสดงให้เห็นว่าคนที่พูดได้สองภาษาสามารถรับมือความท้าทายทางสมองได้ดีกว่า และยังสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้มากกว่าคนที่พูดได้ภาษาเดียว อีกทั้งยังเริ่มต้นอาการสมองเสื่อมช้ากว่า 4-5 ปี
        นักวิจัยที่ค้นพบเรื่องนี้กล่าวว่า การสลับระหว่างสองภาษาเป็นการกระตุ้นกิจกรรในสมอง หรือเท่ากับเป็นการบริหารสมองอย่างต่อเนื่องที่ทำให้คนเรามีสติปัญญาสำรองเพิ่มขึ้น    
        ดร.เอลเลน เบียลีสโตค ผู้นำการวิจัย ชี้ว่าประโยชน์นี้ชัดเจนที่สุดในกลุ่มคนที่เรียนรู้ภาษาที่สองขณะยังเป็นเด็ก    
        กระนั้น งานวิจัยระบุว่าคนที่เรียนรู้ภาษาใหม่ในช่วงอายุ 40-59 ปี ได้รับประโยชน์ในแง่นี้ด้วยเช่นกัน      
        ก่อนหน้านี้ นักภาษาศาสตร์เคยระบุว่า เด็กที่เติบโตในครอบครัวที่ใช้สองภาษาอาจสับสนและไม่สามารถใช้ภาษาใดภาษาหนึ่งได้ดี    
        แต่การศึกษาล่าสุดได้ผลตรงกันข้าม โดยบ่งชี้ว่าเด็กเหล่านั้นมีทักษะสมองดีกว่า   
        ดร.จูดิธ โครลล์ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยรัฐเพนซิลเวเนีย ย้ำว่าความสามารถในการใช้สองภาษาดีต่อคนเรา    
        งานศึกษานี้จัดทำขึ้นในมหาวิทยาลัยยอร์กในโทรอนโท ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ 211 คนในแคนาดา โดยครึ่งหนึ่งพูดได้ 2 ภาษา ที่เหลือพูดได้ภาษาเดียว    
        ผู้ป่วยที่พูดได้สองภาษาได้รับการวินิจฉัยว่าสมองเสื่อมช้ากว่าผู้ป่วยที่เหลือเฉลี่ย 4.3 ปี และพบว่ามีอาการสมองเสื่อมเริ่มแรกช้ากว่า 5.1 ปี   
        คนที่พูดสองภาษาจะสลับการใช้ภาษาอย่างง่ายดาย และประดิษฐ์ประดอยคำพูดอย่างต่อเนื่อง เมื่อพูดกับคนอื่น คนเหล่านี้มักเลือกคำหรือวลีจากภาษาที่สามารถถ่ายทอดความคิดของตัวเองได้ชัดเจนที่สุด    
        กระนั้น คนที่ถนัดสองภาษามีความผิดพลาดน้อยมากในการสลับไปใช้อีกภาษาในการคุยกับคู่สนทนาที่พูดได้ภาษาเดียว คนเหล่านี้จึงได้ฝึกปรือการทำภารกิจหลายอย่างพร้อมกันมากขึ้น   
        การพูดได้สองภาษาไม่ได้ป้องกันการโจมตีของโรคอัลไซเมอร์ แต่เมื่อโรคนี้เริ่มการคุกคามอย่างเงียบๆ สมองของคนใช้สองภาษาจะสามารถรับมือได้ดีกว่าและทำให้อาการของอัลไซเมอร์ปรากฏช้าลง    
        ดร.เบียลีสโตคสำทับระหว่างการนำเสนองานวิจัยในที่ประชุมประจำปีของอเมริกัน แอสโซซิเอเชัน ฟอร์ ดิ แอดวานซ์เมนต์ ออฟ ไซนส์ว่า การสลับระหว่างสองภาษาช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนสำคัญที่สุดที่บริหารระบบควบคุมในร่างกายที่ปกติแล้วจะเสื่อมถอยตามวัย   
        งานวิจัยต่อยอด ซึ่งดร.เบียลีสโตคจะเผยแพร่ปลายปีนี้ บ่งชี้ว่าการใช้สองภาษาอาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสมอง กระนั้น นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าพลังสมองที่เพิ่มขึ้นจากการใช้สองภาษาไม่ได้ทำให้คนๆ นั้นฉลาดขึ้นหรือเรียนรู้ได้ดีขึ้นแต่อย่างใด    
        นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยจากเจเน็ต เวอร์เกอร์ นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบียในแคนาดา ที่ทำการทดสอบกับทารกในสเปนที่เติบโตในบ้านที่พูดสองภาษา และพบว่าเด็กเหล่านี้ไม่มีความสับสนในทั้งสองภาษา แถมเรียนรู้ที่จะมีสมาธิกับสิ่งต่างๆ เร็วขึ้น

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์26 กุมภาพันธ์ 2554 15:04 น.


       

บ้านร้อนเกินไป-นอนไม่เพียงพอ ก็เป็นต้นเหตุการระบาด'โรคอ้วน'

เอเจนซี ผลศึกษาจากแดนมักกะโรนีระบุบ้านที่เย็นสบาย และการนอนหลับพักผ่อนเพียงพอตอนกลางคืน อาจช่วยควบคุมการระบาดของโรคอ้วนได้      
        เมื่อทีมนักวิจัยที่นำโดยซิโมนา โบ จากมหาวิทยาลัยตูรินในอิตาลี ติดตามผลผู้ใหญ่วัยกลางคนกว่า 1,000 คนเป็นระยะเวลา 6 ปี สิ่งที่พบคือพฤติกรรมการนอนเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงโรคอ้วน โดยทุกชั่วโมงที่นอนหลับจะทำให้แนวโน้มโรคอ้วนลดลง 30%      
        ความเกี่ยวข้องดังกล่าวเป็นจริงแม้เมื่อพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เช่น ระดับการออกกำลังกาย และการดูทีวี ประกอบด้วย      
        รายงานที่เผยแพร่อยู่ในวารสาร อินเตอร์เนชันแนล เจอร์นัล ออฟ โอเบซิตี้ ยังพบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่อยู่ในบ้านที่อุณหภูมิไม่สูงไปกว่า 20 องศาเซลเซียสในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว คนที่อยู่ในบ้านที่อุ่นหรือร้อนกว่านั้นมีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นสองเท่า      
        “สาเหตุแฝงของการระบาดของโรคอ้วนและโรคเบาหวาน อาจรวมถึงการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ อุณหภูมิในบ้านสูงขึ้น การดูทีวี การกินอาหารนอกบ้าน การใช้เครื่องปรับอากาศ และการใช้ยาระงับอาการซึมเศร้าหรือยารักษาโรคจิตโบเขียนไว้ในรายงาน      
        ยิ่งออกไปกินข้าวนอกบ้านบ่อยเท่าไหร่ แนวโน้มโรคอ้วนยิ่งเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับคนที่กินอาหารที่มีเส้นใยน้อยที่มักมีระดับน้ำตาลในเลือกสูงผิดปกติ   
        เดวิด อัลลิสัน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคอ้วนจากโภชนาการ มหาวิทยาลัยแอละแบมา ในสหรัฐฯ แต่ไม่มีส่วนร่วมในการวิจัยนี้ อธิบายว่าสาเหตุที่อุณหภูมิภายในบ้านมีผลต่อโรคอ้วนคือ ร่างกายคนเราจะเผาผลาญแคลอรี่มากกว่าเมื่อต้องทำงานเพื่อรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่คงที่      
        “ไม่ได้หมายความว่าการลดอุณหภูมิภายในบ้านจะทำให้น้ำหนักของคุณลดลง”    
        อัลลิสันเสริมว่า ในทางกลับกัน สิ่งต่างๆ เช่น อุณหภูมิภายในบ้าน ที่ถูกเชื่อมโยงเป็นครั้งแรกกับความเสี่ยงโรคอ้วนในการศึกษาฉบับนี้ และพฤติกรรมการนอนหลับ คือปัจจัยไลฟ์สไตล์ที่เราสามารถนำมาใช้เพื่อควบคุมน้ำหนักได้      
        การศึกษาในอดีตหลายฉบับเชื่อมโยงน้ำหนักเกินกับการพักผ่อนไม่เพียงพอเรื้อรัง ซึ่งปกติหมายถึงการนอนหลับคืนละไม่ถึง 6 ชั่วโมง      
        ทฤษฎีหนึ่งระบุว่า สาเหตุมาจากผลด้านฮอร์โมนจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือคนที่นอนไม่พออาจกินหรือดื่มมากขึ้นเพื่อเพิ่มพลังงาน


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์26 กุมภาพันธ์ 2554 17:22 น.

รัสเซียปล่อยดาวเทียมติดตั้งระบบนำร่องของตัวเองขึ้นสู่วงจรสำเร็จ

 โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์26 กุมภาพันธ์ 2554 18:17 น.
เอเอฟพี - รัสเซียส่งดาวเทียมดวงสำคัญ ที่จะใช้สร้างระบบนำร่องของตนเองวันนี้ (26) หลังจากครั้งก่อนประสบความล้มเหลว จนทำให้รัฐบาลเกรมลินสั่งปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านอวกาศออกไป 2 คน     
       สำนักงานอวกาศของรัสเซียออกแถลงว่า ดาวเทียมเทคโนโลยีสูง โกลนาสส์-เค เข้าสู่วงโคจรตามเป้าหมายแล้ว หลังถูกส่งขึ้นไปพร้อมกับจรวดโซยุส-2 4 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น จากฐานยิงเปลเซตสก์ ทางภาคเหนือของรัสเซีย     
       สำนักข่าวอินเตอร์แฟกซ์รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่ด้านอวกาศของกระทรวงกลาโหมแดนหมีขาวว่า ระบบต่างๆ ที่อยู่บนดาวเทียมดวงนี้สามารถทำงานได้เป็นปกติดี     
       การส่งดาวเทียมครั้งนี้ได้รับการจับตาดูอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่ด้านอวกาศ และกองทัพของรัสเซีย หลังจากความพยายามครั้งล่าสุด ที่จะนำดาวเทียมโกลนาส 3 ดวงขึ้นสู่วงโคจรล้มเหลว เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา     
       ดาวเทียมทั้ง 3 ดวงดังกล่าวควรจะทำให้ระบบนำร่องของรัสเซีย ที่สร้างขึ้นเอง เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้กองทัพรัสเซียสามารถกำหนดเป้าหมายการโจมตีด้วยขีปนาวุธจากอวกาศได้ อันเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันมานานแล้วในประเทศสมาชิกนาโต     
       อย่างไรก็ตาม เกิดความผิดพลาด ซึ่งทำให้จรวดไปไม่ถึงตำแหน่งที่กำหนดไว้ในอวกาศ และดาวเทียมทั้ง 3 ดวงก็ตกลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก ในน่านน้ำมลรัฐฮาวาย     
       เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความไม่พอใจให้กับประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟอย่างมากจนสั่งปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านอวกาศออกจากตำแหน่ง 2 คน หลังการพิสูจน์พบว่าความผิดพลาดมาจากการคำนวณเชื้อเพลิงพื้นฐานเท่านั้น    
       ทั้งนี้ ระบบดาวเทียมนำร่องโกลนาสส์เริ่มวิจัยมาตั้งแต่สมัยสหภาพโซเวียต ปี 1976 แต่ก็ถูกระงับไป และมาเริ่มต้นใหม่ในสมัยประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน     
       ผู้นำสูงสุดโดยพฤตินัยของรัสเซียคนนี้เคยประกาศไว้ว่า จะติดตั้งระบบอ่านค่าโกลนาสส์ในรถยนต์ทุกคัน ที่ผลิตในรัสเซียภายในปี 2012 และระบุว่าระบบนี้เป็นตัวอย่างของวิธี ที่จะทำให้รัสเซียกลับมาเข้มแข็งทางเทคโนโลยีเหมือนในสมัยสหภาพโซเวียต     
       รัสเซียปฏิเสธที่จะใช้ระบบกำหนดพิกัดด้วยดาวเทียม หรือจีพีเอส ที่พัฒนาในสหรัฐฯ ด้วยเกรงว่ากองทัพรัสเซียอาจไม่สามารถเข้าถึงระบบนี้ได้ ในเวลาสงคราม

ร้านอาหารอังกฤษแหวกไอเดีย ผลิตไอศครีมคั้นจาก"เต้านมแท้"

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 25 ก.พ.ว่า ร้านอาหารแห่งหนึ่งในย่านโคเวนท์ การ์เด้น"ในกรุงลอนดอน เตรียมจะเสนอเมนูใหม่ให้แก่ลูกค้า คือ ไอศครีมทำจากน้ำนมแท้ของผู้หญิง ไอศครีมถูกเรียกว่า"เบบี้ กาก้า"จะถูกขายในราคา 14 ปอนด์

ไอศครีมดังกล่าวถูกผลิตขึ้นจากน้ำนมผู้หญิงที่บริจาคแลกเงินโดยหญิง 15 คน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ตอบรับข้อเสนอของร้านอาหารแห่งนี้ที่โฆษณาทางเว็บไซต์ออนไลน์ โดยนายแมทท์ โอ คอนเน่อร์ ผู้ค้นคิดไอเดียดังกล่าว เชื่อว่า ไอศครีมนมผู้หญิงจะประสบความสำเร็จ และว่า ระบุว่า หากน้ำนมดีกับเด็ก มันก็จะต้องดีพอกับทุก ๆ คนด้วย

นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่า ทุกคนอาจร้องยี้ แต่จริงๆ  แล้ว ไอศครีมสูตรนี้ถือว่า บริสุทธิ์และมาจากธรรมชาติล้วนๆ 

ด้านผู้บริจาคน้ำนมแจกเงินรายหนึ่งระบุว่า เธอได้เงิน 15 ดอลลาร์แลกกับการบริจาคน้ำนม 10 ออนซ์ ระบุว่า เธอคิดว่ามันไม่ใช่แค่เสียหายอะไรหากเธอจะขายน้ำนมตัวเองแลกกับเงินพิเศษ 
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 เวลา 15:30:04 น
มติชนออนไลน์

วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

แผ่นดินไหวที่นิวซีแลนด์



            ภาพจากสถานีโทรทัศน์ได้แสดงให้เห็นพนักงานที่วิ่งหนีออกมาจากสำนักงานด้วยความตื่นตระหนก หลังเกิดแผ่นดินไหว ที่สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐ ระบุว่า เกิดขึ้นเมื่อเวลาเที่ยงคืน 51 นาที ตามเวลาท้องถิ่น หรือราว 06.51 น. ตามเวลาในไทย และมีศูนย์กลางการเกิดลึกลงไปเพียง 4 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากเมืองไครส์ต์เชิร์ช เพียง 5 กิโลเมตรเท่านั้น
 สนามบินไครส์ต์เชิร์ช ได้ปิดให้บริการ และได้มีการอพยพประชาชน บริเวณส่วนหน้าของอาคารหลายแห่งที่เปราะบางอยู่แล้ว หลังเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 7.1 ริคเตอร์ เมื่อวันที่ 4 กันยายนได้พังถล่ม คอนกรีตและก้อนอิฐร่วงลงไปกองอยู่บนถนน ทางเท้าเต็มไปด้วยรอยแยก ถนนหักงอ ตอนที่แรกสั่นสะเทือนทำให้แผ่นดินแยกออก มีคนติดอยู่ในอาคารที่พังเสียหาย ประชาชนหลายร้อยคนยังอยู่สภาพมึนงง หลายคนกรีดร้องและร้องไห้ท่ามกลางเสียงไซเรนดังสนั่นไปทั่วเมือง รถยนต์หลายคันถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง
 ล่าสุดมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส และอาคารพังถล่มทั่วเมือง โรงพยาบาลในพื้นที่ต้องเร่งอพยพผู้ป่วย ไฟฟ้าและโทรศัพท์ใช้การไม่ได้ ท่อประปาแตก ถนนหลายสายเต็มไปด้วยน้ำ ด้านนายกรัฐมนตรีจอห์น คีย์ แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า รายละเอียดยังคงไม่แน่นอน เนื่องจากรายงานที่ได้รับยังไม่ได้รับการยืนยัน นายบ๊อบ พาร์คเกอร์ นายกเทศมนตรีเมืองไครส์ต์เชิร์ชเปิดเผยว่า เขาอยู่ที่ชั้นบนของอาคารสภาเทศบาลเมืองไครชส์เชิร์ช ตอนที่เกิดแผ่นดินไหว และเหวี่ยงเขาไปฝั่งตรงข้ามของห้อง เขารีบวิ่งออกไปที่ถนน และเห็นภาพเหตุการณ์ที่สับสนอลหม่าน ด้านสถานีวิทยุของนิวซีแลนด์ รายงานว่า โบสถ์แห่งหนึ่งถล่มลงมา
 นายกรัฐมนตรีคีย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง เพราะแผ่นดินไหวได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาของการทำงาน มีคนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก ทั้งพนักงานสำนักงาน นักเรียนตามโรงเรียน เป็นเรื่องเศร้าที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้ว่า มีความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
            ไครส์ต์เชิร์ช มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 3 แสน 5 หมื่นคน และได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและเป็นประตูไปสู่เกาะใต้ แต่นิวซีแลนด์ ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า " วงแหวนแห่งไฟ " อันเป็นแนวโค้งของภูเขาไฟและแผ่นดินไหว ที่กินอาณาเขตจากชิลีในอเมริกาใต้ ผ่านรัฐอลาสก้าของสหรัฐ ไปจนถึงแปซิฟิกใต้ ซึ่งสามารถบันทึกการเกิดแผ่นดินไหวได้กว่าปีละ 14,000 ครั้ง แต่มีเพียง 150 ครั้ง ที่ประชาชนในพื้นที่สามารถรับความรู้สึกได้ และมีไม่ถึง 10 ครั้งต่อปี ที่สร้างความเสียหาย ส่วนการเกิดแผ่นดินไหวเมื่อเดือนกันยายน ปีที่แล้ว สร้างความเสียหายราว 4 พันล้านดอลล่าร์นิวซีแลนด์ หรือราว 9 หมื่นล้านบาท ตามด้วยอาฟเตอร์ช็อคในเดือนธันวาคม ที่สร้างความเสียหายเพิ่ม และเมืองไครส์ต์เชิร์ช ยังคงอยู่ระหว่างการบูรณะซ่อมแซมจากความเสียหายในครั้งนั้น